มาตรา ๓
แก้ไขข้อความที่แปลงจาก PDF ผิด เมื่อ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๙ · ๙๖ จุด
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. ๒๕๒๒”
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ให้ยกเลิ
(๑) พระราชบัญญัติจราจรทางบกพุทธศักราช ๒๔๗๗
(๒) พระราชบัญญัติจราจรทางบกแก้ไขเพิ่มเติ พุทธศักราช ๒๔๗๘
(๓) พระราชบัญญัติจราจรทางบก(ฉบับที่ ๓)พุทธศักราช ๒๔๘๑
(๔) พระราชบัญญัติจราจรทางบก(ฉบับที่ ๔)พ.ศ. ๒๕๐๘
(๕) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๙ลงวันที่ ๒๖มกราคมพ.ศ. ๒๕๑๕
ในพระราชบัญญัตินี้
(๑) “การจราจร”หมายความว่า การใช้ทางของผู้ขับขี่ คนเดินเท้า หรือคนที่จูง ขี่ หรือไล่ต้อนสัตว์
(๒) “ทาง”หมายความว่า ทางเดินรถ ช่องเดินรถ ช่องเดินรถประจำทาง ไหล่ทาง ทางเท้า ทางข้าม ทางร่วมทางแยกทางลาดทางโค้ง สะพานและลานที่ประชาชนใช้ในการจราจร และให้หมายความรวมถึงทางส่วนบุคคลที่เจ้าของยินยอมให้ประชาชนใช้ในการจราจรหรือที่เจ้าพนักงานจราจรได้ประกาศให้เป็นทางตามพระราชบัญญัตินี้ด้วยแต่ไม่รวมไปถึงทางรถไฟ ๑ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๖/ตอนที่๘/ฉบับพิเศษหน้า ๑/๒๙มกราคม๒๕๒๒
(๓) “ทางเดินรถ”หมายความว่าพื้นที่ที่ทำไว้สำหรับการเดินรถไม่ว่าในระดับพื้นดิน ใต้หรือเหนือพื้นดิน
(๔) “ช่องเดินรถ” หมายความว่า ทางเดินรถที่จัดแบ่งเป็นช่องสำหรับการเดินรถ โดยทำเครื่องหมายเป็เส้นหรือแนวแบ่งเป็นช่องไว้
(๕) “ช่องเดินรถประจำทาง” หมายความว่าช่องเดินรถที่กำหนดให้เป็นช่องเดินรถ สำหรับรถโดยสารประจำทางหรือรถบรรทุกคนโดยสารประเภทที่อธิบดีกำหนด
(๖) “ทางเดินรถทางเดียว”หมายความว่าทางเดินรถใดที่กำหนดให้ผู้ขับรถขับไปใน ทิศทางเดียวกันตามเวลาที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด
(๗) “ขอบทาง”หมายความว่าแนวริมของทางเดินรถ
(๘) “ไหล่ทาง” หมายความว่าพื้นที่ที่ต่อจากขอบทางออกไปทางด้านข้างซึ่งยังมิได้ จัดทำเป็นทางเท้า
(๙) “ทางร่วมทางแยก”หมายความว่าพื้นที่ที่ทางเดินรถตั้งแต่สองสายตัดผ่านกัน รวมบรรจบกัหรือติดกั
(๑๐) “วงเวียน” หมายความว่า ทางเดินรถที่กำหนดให้รถเดินรอบเครื่องหมายจราจรหรือสิ่งที่สร้างขึ้นในทางร่วมทางแยก (๑๑)“ทางเท้า”หมายความว่า พื้นที่ที่ทำไว้สำหรับคนเดินซึ่งอยู่ข้างใดข้างหนึ่งของ ทางหรือทั้งสองข้างของทาง หรือส่วนที่อยู่ชิดขอบทางซึ่งใช้เป็นที่สำหรับคนเดิน
(๑๒) “ทางข้าม” หมายความว่า พื้นที่ที่ทำไว้สำหรับให้คนเดินเท้าข้ามทางโดยทำ เครื่องหมายเป็นเส้นหรือแนวหรือตอกหมุดไว้บนทาง และให้หมายความรวมถึงพื้นที่ที่ทำให้คนเดิน เท้าข้ามไม่ว่าในระดับใต้หรือเหนือพื้นดิ ด้วย
(๑๓) “เขตปลอดภัย”หมายความว่าพื้นที่ในทางเดินรถที่มีเครื่องหมายแสดงไว้ให้ เห็นได้ชัดเจนทุกเวลา สำหรับให้คนเดินเท้าที่ข้ามทางหยุดรอหรือให้ นที่ขึ้นหรือลงรถหยุดรอก่อนจะ ข้ามทางต่อไป (๑๔)“ที่คับขัน”หมายความว่ ทางที่มีการจราจรพลุกพล่านหรือมีิ่งกีดขวาง หรือ ในที่ซึ่งมองเห็นหรือทราบได้ล่วงหน้าว่าอาจเกิดอันตรายหรือความเสียหายแก่รถหรือคนได้ง่าย (๑๕)“รถ”หมายความว่ายานพาหนะทางบกทุกชนิดเว้นแต่รถไฟและรถราง
(๑๖) “รถยนต์”หมายความว่า รถที่มีล้อตั้งแต่สามล้อและเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้าหรือพลังงานอื่น ยกเว้นรถที่เดินบนราง
(๑๗) “รถจักรยานยนต์”หมายความว่า รถที่ เดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น และมีล้อไม่เกินสองล้อ ถ้ามีพ่วงข้างมีล้อเพิ่มอีกไม่เกินหนึ่งล้อ
(๑๘) “รถจักรยาน”หมายความว่ รถที่เดินด้วยกำลังของผู้ขับขี่ที่มิใช่เป็นการลาก เข็น
(๑๙) “รถฉุกเฉิน”หมายความว่า รถดับเพลิงและรถพยาบาลของราชการบริหาร ส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค และราชการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือรถอื่นที่ได้รับอนุญาตจาก อธิบดีให้ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบหรือให้ใช้เสียงสัญญาณไซเรนหรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่จะ กำหนดให้ (๒๐)“รถบรรทุก”หมายความว่ารถยนต์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้บรรทุกสิ่งของหรือสัตว์
(๒๑) “รถบรรทุกคนโดยสาร”หมายความว่า รถยนต์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้บรรทุกคน โดยสารเกินเจ็ดคน (๒๒)“รถโรงเรียน” หมายความว่ารถบรรทุกคนโดยสารที่โรงเรียนใช้รับส่งนักเรียน (๒๓)“รถโดยสารประจำทาง”หมายความว่ รถบรรทุกคนโดยสารที่เดินตามทางที่ กำหนดไว้ และเรียกเก็บค่าโดยสารเป็นรายคนตามอัตราที่วางไว้เป็นระยะทางหรือตลอดทาง (๒๔)“รถแท็กซี่”หมายความว่ารถยนต์ที่ใช้รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน
(๒๕) “รถลากจูง”หมายความว่า รถยนต์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้สำหรับลากจูงรถหรือ เครื่องมือการเกษตรหรือเครื่องมือการก่อสร้าง โดยตัวรถนั้นเองมิได้ใช้สำหรับบรรทุกคนหรือสิ่งของ (๒๖)“รถพ่วง”หมายความว่ารถที่เคลื่อนที่ไปโดยใช้รถอื่นลากจูง
(๒๗) “มาตรแท็กซี่”หมายความว่าเครื่องแสดงอัตราและค่าโดยสารของรถแท็กซี่ โดยอาศัยเกณฑ์ระยะทางหรือเวลาการใช้รถแท็กซี่ หรือโดยอาศัยทั้งระยะทางและเวลาการใช้รถ แท็กซี่
(๒๘) “ผู้ ขับขี่” หมายความว่ ผู้ขับรถ ผู้ประจำเครื่องอุปกรณ์ารขนส่ ตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งผู้ลากเข็นยานพาหนะ
(๒๙) “คนเดินเท้า”หมายความว่าคนเดินและให้รวมตลอดถึงผู้ใช้เก้าอี้ล้อสำหรับ คนพิการหรือรถสำหรับเด็กด้วย (๓๐)“เจ้าของรถ” หมายความรวมถึงผู้มีรถไว้ในครอบครองด้วย
(๓๑) “ผู้เก็บค่าโดยสาร” หมายความว่า ผู้ซึ่งรับผิดชอบในการเก็บค่าโดยสารและ ผู้ดูแลคนโดยสารที่อยู่ประจำรถบรรทุกคนโดยสาร
(๓๒) “ใบอนุญาตขับขี่”หมายความว่ ใบอนุญาตขับรถยนต์ตามกฎหมายว่าด้วย รถยนต์ ใบอนุญาตสำหรับคนขับรถตามกฎหมายว่าด้วยรถจ้าง ใบอนุญาตขับขี่ตามกฎหมายว่าด้วย ล้อเลื่อน และใบอนุญาตผู้ประจำเครื่องอุปกรณ์การขนส่งตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่ง
(๓๓) “สัญญาณจราจร”หมายความว่า สัญญาณใด ๆไม่ว่าจะแสดงด้วยธง ไฟ ไฟฟ้ มือ แขนเสียงนกหวีดหรือด้วยวิธีอื่นใด สำหรับให้ผู้ขับขี่ คนเดินเท้า หรือคนที่จูง ขี่ หรือไล่ ต้อนสัตว์ ปฏิบัติตามสัญญาณนั้น
(๓๔) “เครื่องหมายจราจร” หมายความว่าเครื่องหมายใด ๆที่ได้ติดตั้งไว้ หรือทำ ให้ปรากฏในทางสำหรับให้ผู้ขับขี่ คนเดินเท้า หรือคนที่จูง ขี่ หรือไล่ต้อนสัตว์ ปฏิบัติตามเครื่องหมาย นั้น (๓๕)“รัฐมนตรี”หมายความว่ารัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ (๓๖)“อธิบดี”หมายความว่าอธิบดีกรมตำรวจ
(๓๗) “เจ้าพนักงานจราจร”หมายความว่า ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ซึ่ง รัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพนักงานจราจร (๓๘)“พนักงานเจ้าหน้าที่”หมายความว่าตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจร
(๓๙) “อาสาจราจร”หมายความว่า ผู้ซึ่งผ่านการอบรมตามหลักสูตรอาสาจราจร และได้รับแต่งตั้งจากอธิบดีให้ช่วยเหลือการปฏิบัติหน้าที่ของพนังานเจ้าหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัตินี้ (๔๐)๒ “ผู้ตรวจการ” หมายความว่าผู้ตรวจการตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกและผู้ตรวจการตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานจราจร กับออกกฎกระทรวงกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ฉบับรวมการแก้ไข · สถานะบังคับใช้ยังไม่ได้ตรวจ · ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย
ที่มาของตัวบทนี้
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข) · ๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙