มาตรา ๖
หมวด ๒ มาตรฐานด้านการให้บริการตรวจสุขภาพและเก็บสิ่งส่งตรวจทางชีวภาพ
มาตรา ๕–๖ · ๒ มาตรา
หน่วยบริการอาชีวเวชกรรมต้องให้บริการตรวจสุขภาพตามมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(๑) การตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยง ให้ตรวจสุขภาพตามลักษณะของความเสี่ยงการสัมผัส สิ่งคุกคามที่อาจมีผลต่อสุขภาพจากการทำงานที่ลูกจ้างหรือแรงงานนอกระบบรับผิดชอบอยู่ โดยการบ่งชี้ และประเมินความเสี่ยงการเกิดโรคจากการประกอบอาชีพ และนำข้อมูลมาออกแบบการตรวจสุขภาพ ในระยะต่าง ๆ ได้แก่ การตรวจสุขภาพแรกรับเข้าทำงาน การตรวจสุขภาพระหว่างการทำงาน การตรวจสุขภาพเมื่อเปลี่ยนงาน และการตรวจสุขภาพเมื่อออกจากงาน
(๒) การตรวจสุขภาพให้เหมาะสมกับงาน ให้ตรวจสุขภาพก่อนที่ลูกจ้างหรือแรงงาน นอกระบบเข้าทำงาน เพื่อประเมินว่าลูกจ้างหรือแรงงานนอกระบบมีสภาวะสุขภาพเหมาะสมที่จะทำงานได้ โดยไม่มีอันตรายที่อาจส่งผลต่อสุขภาพของลูกจ้าง แรงงานนอกระบบ หรือบุคคลอื่น
(๓) การตรวจสุขภาพก่อนกลับเข้าทำงาน ให้ตรวจสุขภาพเพื่อประเมินความพร้อม ของร่างกายหลังจากลูกจ้างหรือแรงงานนอกระบบเจ็บป่วยหรือประสบอันตรายทั้งกรณีที่เกิดจาก การทำงานและไม่ได้เกิดจากการทำงาน เพื่อประเมินสภาวะสุขภาพเทียบกับความสามารถในการทำงาน และเพื่อปรับเปลี่ยนการทำงานให้เหมาะสมกับสภาวะสุขภาพ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๓ ก ให้กรมควบคุมโรคจัดทำและเผยแพร่คู่มือหรือแนวทางในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้แก่ หน่วยบริการอาชีวเวชกรรม
หน่วยบริการอาชีวเวชกรรมต้องให้บริการเก็บสิ่งส่งตรวจทางชีวภาพตามมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(๑) การควบคุมคุณภาพก่อนการวิเคราะห์ตัวอย่างทางห้องปฏิบัติการ ให้ดำเนินการควบคุม คุณภาพทุกขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมความพร้อมผู้รับการตรวจ วิธีเก็บตัวอย่าง วิธีการเก็บรักษาตัวอย่าง และการขนส่งตัวอย่าง
(๒) การควบคุมคุณภาพห้องปฏิบัติการ ให้ส่งตัวอย่างทางการแพทย์และสาธารณสุข ไปทำการวิเคราะห์ยังห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานทางห้องปฏิบัติการ (ISO 15189) มาตรฐานงานเทคนิคการแพทย์โดยสภาเทคนิคการแพทย์ มาตรฐานการปฏิบัติงานทางพยาธิวิทยา และนิติเวชศาสตร์โดยราชวิทยาลัยพยาธิแพทย์แห่งประเทศไทย หรือมาตรฐานอื่นที่ไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน ดังกล่าว ในรายการทดสอบที่ส่งตรวจ ให้กรมควบคุมโรคจัดทำและเผยแพร่คู่มือหรือแนวทางในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้แก่หน่วยบริการอาชีวเวชกรรม
ฉบับประกาศ · สถานะบังคับใช้ยังไม่ได้ตรวจ · ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย
ที่มาของตัวบทนี้
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙