มาตรา ๑๓
หมวด ๓ สหกรณ์นิคม
มาตรา ๑๓–๑๕ · ๓ มาตรา
สหกรณ์นิคมที่จะรับจดทะเบียนได้ต้องมีลักษณะเป็นสหกรณ์ที่จัดตั้งขึ้นใน เขตนิคมสหกรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ หรือในพื้นที่ที่หน่วยงานของรัฐกำหนด เพื่อให้สมาชิกได้รับที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยและประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม
สหกรณ์นิคมมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้
(๑) แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับที่ดินเพื่อใช้ในการทำกินและเป็นที่อยู่อาศัยของสมาชิก รวมทั้ง พัฒนาการประกอบอาชีพของสมาชิก
(๒) ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจ การผลิต การค้า และการบริการ อันจำเป็นในการประกอบอาชีพหลัก และการดำรงชีพของสมาชิก
(๓) ส่งเสริมการออมของสมาชิก
(๔) ส่งเสริมและเผยแพร่อาชีพเกษตรกรรม หัตถกรรม อุตสาหกรรมในครัวเรือนหรือ การประกอบอาชีพอย่างอื่น รวมทั้งส่งเสริมความรู้ในการผลิตทางอุตสาหกรรมให้แก่สมาชิกและครอบครัว
สหกรณ์นิคมมีขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการ ดังต่อไปนี้
(๑) จัดหาทุนเพื่อดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ โดยวิธีการขายหุ้น การรับฝากเงิน และการกู้ยืมเงิน
(๒) ฝากเงินหรือลงทุนอย่างอื่นตามมาตรา ๖๒
(๓) จัดให้มีเงินกู้หรือสินเชื่อแก่สมาชิกเพื่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีพ หรือให้สหกรณ์อื่นกู้ยืมเงิน
(๔) ครอบครองและจัดที่ดินให้สมาชิกใช้เป็นที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพโดยการเช่า หรือการเช่าซื้อ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๔ ก
(๕) พัฒนาหมู่บ้าน การคมนาคม บริการสาธารณะต่าง ๆ ตลอดจนพัฒนาที่ดิน เพื่อให้เกิด ความสะดวกและเหมาะสมในการใช้งาน
(๖) จัดหาปัจจัยการผลิต และวัสดุการเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จำเป็น เพื่อจำหน่ายแก่สมาชิก
(๗) รวบรวมผลิตผลการเกษตร ผลิตภัณฑ์และบริการของสมาชิกเพื่อจัดการขายหรือแปรรูป ออกขายโดยซื้อหรือรวบรวมผลิตผลจากสมาชิกก่อนผู้อื่น
(๘) จัดให้มีบริการด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการทางการเกษตร รวมทั้ง จัดให้มีตลาดกลางเพื่อการเกษตร เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพและการดำรงชีพของสมาชิก
(๙) จัดให้มีสิ่งปลูกสร้าง โรงงานอุตสาหกรรม เครื่องมือ เครื่องจักรกลการเกษตร หรือยานพาหนะขนส่ง เกี่ยวกับการผลิต รวบรวม เก็บรักษา หรือแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร สำหรับกิจการของสหกรณ์หรือให้บริการแก่สมาชิก
(๑๐) ส่งเสริมกิจกรรมกลุ่มของสมาชิก
(๑๑) ดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์หรือการให้บริการแก่สมาชิก เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานของสหกรณ์นิคม
ฉบับประกาศ · สถานะบังคับใช้ยังไม่ได้ตรวจ · ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย
ที่มาของตัวบทนี้
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙