arnon.work

มาตรา ๒๙

หมวด ๔ การขออนุญาตและการออกใบอนุญาตครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือซากสัตว์ป่าดังกล่าว

มาตรา ๒๖–๓๑ · ๖ มาตรา

มาตรา ๒๗

ผู้ขอรับใบอนุญาตตามข้อ ๒๖ ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

(๑) เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ

(๒) เป็นผู้มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร

(๓) เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ สิทธิครอบครอง หรือสิทธิที่จะใช้ประโยชน์ในที่ดิน

(๔) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย

(๕) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ

(๖) ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า หรือเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตแต่พ้นระยะเวลาสองปีนับแต่วันที่ถูกคำสั่งเพิกถอน ในกรณีที่ผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติตาม (๒) และ

(๓) และในกรณี กรรมการหรือผู้จัดการนิติบุคคลต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม (๔) (๕) และ

(๖) ด้วย

มาตรา ๒๘

การพิจารณาออกใบอนุญาตครอบครอง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสถานที่ ครอบครองสัตว์ป่าตามคำขอทุกชนิดพันธุ์ เว้นแต่เป็นชนิดพันธุ์สัตว์ป่าหรือจำนวนที่อธิบดีประกาศ กำหนดให้ไม่ต้องตรวจสอบสถานที่ครอบครอง ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับกรณีการตรวจซากของสัตว์ป่า

มาตรา ๒๙

ให้นำความในข้อ ๑๐ และข้อ ๑๑ มาใช้บังคับแก่การพิจารณาคำขอรับใบอนุญาต และการออกใบอนุญาตครอบครองด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ๓๐

ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนสัตว์ป่าหรือซากสัตว์ป่าดังกล่าวไปจากจำนวน ที่ได้รับอนุญาต ให้ผู้รับใบอนุญาตแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดแจ้งการเปลี่ยนแปลงไว้ในใบอนุญาต การเปลี่ยนแปลงตามวรรคหนึ่งถ้าเกิดจากการสืบพันธุ์ของสัตว์ป่าที่ได้รับอนุญาตให้ครอบครอง อยู่แล้ว ให้ผู้รับใบอนุญาตครอบครองสัตว์ป่านั้นต่อไปได้ ในการนี้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดแจ้งจำนวน สัตว์ป่าคุ้มครองที่เพิ่มขึ้นไว้ในใบอนุญาต และให้ผู้รับใบอนุญาตจัดทำเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ป่า คุ้มครองนั้นตามระเบียบที่อธิบดีประกาศกำหนด

มาตรา ๓๑

ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตประสงค์จะเคลื่อนย้ายสัตว์ป่าคุ้มครองหรือซากสัตว์ป่า ดังกล่าว เพื่อนำไปจัดแสดง โฆษณา หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ให้ยื่นคำขอตามที่อธิบดีประกาศกำหนด ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ พร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุไว้ในคำขอ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๔ ก

ฉบับประกาศ · สถานะบังคับใช้ยังไม่ได้ตรวจ · ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย

ที่มาของตัวบทนี้

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙