มาตรา ๑๔
หมวด ๔ การเก็บรักษาค่าเสียหายเบื้องต้นของหน่วยงานของรัฐ
มาตรา ๑๒–๑๖ · ๕ มาตรา
ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐเปิดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์และกระแสรายวันกับ สถาบันการเงินที่เป็นของรัฐ ชื่อบัญชี “ค่าเสียหายเบื้องต้นสำหรับเหตุจากวัตถุอันตราย...ชื่อหน่วยงาน ของรัฐ...” เพื่อรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากผู้รับประกันภัย และนำไปเป็นค่าใช้จ่ายตามข้อ ๔ ดอกผลของบัญชีเงินฝากตามวรรคหนึ่งให้นำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายตามข้อ ๔
ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐหรือผู้ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ และอำนาจดังต่อไปนี้
(๑) เก็บรักษาค่าเสียหายเบื้องต้นที่ได้รับจากผู้รับประกันภัย
(๒) นำค่าเสียหายเบื้องต้นตาม
(๑) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามข้อ ๔ และต้องเก็บหลักฐาน การใช้จ่ายไว้เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ
วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการบัญชี ให้หน่วยงานของรัฐจัดทำบัญชีตามมาตรฐานการบัญชี ภาครัฐและนโยบายการบัญชีภาครัฐที่กระทรวงการคลังกำหนด
ให้มีการตรวจสอบภายในตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด และรายงานให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐทราบ
วิธีการเก็บรักษาค่าเสียหายเบื้องต้นสำหรับหน่วยงานของรัฐในส่วนที่มิได้กำหนดไว้ใน กฎกระทรวงนี้ ให้ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการโดยอนุโลม ให้ไว้ ณ วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๗ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๔ ก หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรกำหนดหลักเกณฑ์ การพิจารณาค่าเสียหายเบื้องต้น ในกรณีที่การขนส่งวัตถุอันตรายทางบกก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล สัตว์ พืช หรือสิ่งแวดล้อม และได้มีการทำประกันตามมาตรา ๒๐ (๑/๑) ซึ่งผู้รับประกันภัยต้องจ่ายค่าเสียหาย เบื้องต้นให้แก่ผู้ได้รับความเสียหายจากวัตถุอันตราย และให้แก่หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่เข้าช่วยเหลือ เคลื่อนย้าย บำบัด บรรเทา หรือขจัดความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งมาตรา ๖๙/๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ วัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๒ บัญญัติให้การกำหนดจำนวนค่าเสียหายเบื้องต้น การเก็บรักษาค่าเสียหายเบื้องต้น และการจ่ายค่าเสียหาย เบื้องต้น เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้ PoweredbyTCPDF(www.tcpdf.org)
ฉบับประกาศ · สถานะบังคับใช้ยังไม่ได้ตรวจ · ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย
ที่มาของตัวบทนี้
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙