arnon.work

มาตรา ๓

มาตรา ๑

ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้มีอำนาจปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๓พ.ศ. ๒๕๖๘”

มาตรา ๒

ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มี อำนาจปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๓พ.ศ. ๒๕๖๖ลงวันที่ ๙ตุลาคม๒๕๖๖

มาตรา ๓

ให้ข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีอำนาจ ปรับเป็นพินัย ในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร

(๑) รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

(๒) ผู้อำนวยการกองกำกับบัญชีธุรกิจ

(๓) ผู้อำนวยการกองทะเบียนธุรกิจ

(๔) ผู้อำนวยการกองทะเบียนบริษัทมหาชนและธุรกิจพิเศษ

(๕) ผู้อำนวยการกองข้อมูลธุรกิจ

(๖) ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย

(๗) ผู้อำนวยการกองธรรมาภิบาลธุรกิจ

(๘) นักวิชาการพาณิชย์ตั้งแต่ระดับชำนาญการขึ้นไป ในสังกัดกองกำกับบัญชีธุรกิจ กองทะเบียนธุรกิจ กองทะเบียนบริษัทมหาชนและธุรกิจพิเศษ กองข้อมูลธุรกิจ และกองธรรมาภิบาลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

(๙) นักวิชาการพาณิชย์ระดับปฏิบัติการซึ่งปฏิบัติหน้าที่มาแล้วตั้งแต่สามปี หรือปฏิบัติ หน้าที่มาแล้วหนึ่งปีขึ้นไปแต่ไม่ถึงสามปีและผ่านการอบรมและทดสอบเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในสังกัดกองกำกับบัญชีธุรกิจ กองทะเบียนธุรกิจ กองทะเบียนบริษัทมหาชนและธุรกิจพิเศษ กองข้อมูลธุรกิจ และกองธรรมาภิบาลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (๑๐)นิติกรตั้งแต่ระดับชำนาญการขึ้นไป ในสังกัดสำนักกฎหมาย กรมพัฒนาธุรกิจ การค้า

มาตรา ๔

ให้ข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีอำนาจ ปรับเป็นพินัย เฉพาะในท้องที่จังหวัดซึ่งความผิดทางพินัยได้เกิดขึ้น

(๑) พาณิชย์จังหวัด

(๒) นักวิชาการพาณิชย์ตั้งแต่ระดับชำนาญการขึ้นไป ในสังกัดสำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

(๓) นักวิชาการพาณิชย์ระดับปฏิบัติการซึ่งปฏิบัติหน้าที่มาแล้วตั้งแต่สามปี หรือปฏิบัติ หน้าที่มาแล้วหนึ่งปีขึ้นไปแต่ไม่ถึงสามปี และผ่านการอบรมและทดสอบเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในสังกัดสำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

มาตรา ๕

ให้ข้าราชการตามข้อ ๓หรือข้อ ๔แล้วแต่กรณี คนหนึ่งคนใดมีอำนาจ ปรับเป็นพินัยในความผิดที่มีโทษปรับเป็นพินัยซึ่งมีอัตราอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

ฉบับประกาศ · สถานะบังคับใช้ยังไม่ได้ตรวจ · ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย

ที่มาของตัวบทนี้

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙