มาตรา ๑๙
สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(๑) วางแผน ผลิต และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ ผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงและการประชาสัมพันธ์โดยใช้เทคโนโลยีอื่น เพื่อการประชาสัมพันธ์ของรัฐ
(๒) สนับสนุนการผลิตและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียง และการประชาสัมพันธ์ โดยใช้เทคโนโลยีอื่น เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐ
(๓) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่อธิบดีมอบหมาย
สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ ๑- ๘ มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(๑) กำกับดูแลการปฏิบัติงานของสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีโทรทัศน์ของกรม ในพื้นที่รับผิดชอบ
(๒) ประสานการดำเนินงานด้านนโยบายและแผนงานระหว่างหน่วยงานภายในกรม ในราชการบริหารส่วนกลางกับราชการบริหารส่วนภูมิภาค
(๓) ดำเนินการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการประชาสัมพันธ์ ตลอดจนให้คำปรึกษา ทางวิชาการด้านดังกล่าวแก่หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่รับผิดชอบ
(๔) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่อธิบดีมอบหมาย
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(๑) จัดทำแผนปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์ของจังหวัดให้สอดคล้องกับแผนการประชาสัมพันธ์ ของรัฐและแผนพัฒนาจังหวัด
(๒) ดำเนินการเผยแพร่ข้อมูลและให้บริการข้อมูลข่าวสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ของจังหวัด
(๓) ประสาน ให้คำปรึกษา และให้การช่วยเหลือด้านการประชาสัมพันธ์แก่หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในจังหวัด
(๔) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่อธิบดีมอบหมาย ให้ไว้ ณ วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568 แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๒๔ ก หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการ และหน้าที่และอำนาจของกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจและ สภาพของงานที่เปลี่ยนแปลงไป อันจะทำให้การปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่และอำนาจมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้ PoweredbyTCPDF(www.tcpdf.org)
ฉบับประกาศ · สถานะบังคับใช้ยังไม่ได้ตรวจ · ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย
ที่มาของตัวบทนี้
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙