มาตรา ๑๒
ในระหว่างที่ยังไม่เปิดทำการศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑๐ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ ใช้บังคับ ให้ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๒ มีเขตอำนาจตลอดถึงเขตท้องที่จังหวัดมุกดาหาร และศาลมณฑล ทหารบกที่ ๒๔มีเขตอำนาจตลอดถึงเขตท้องที่จังหวัดนครพนมด้วย บรรดาคดีของเขตท้องที่จังหวัดมุกดาหารหรือจังหวัดนครพนม ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลมณฑล ทหารบกที่ ๒๒หรือศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๔ในวันเปิดทำการศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑๐ให้คงพิจารณา พิพากษาต่อไปในศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๒หรือศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๔แล้วแต่กรณี บรรดาคดีของเขตท้องที่ตามที่กำหนดไว้ในวรรคสอง ซึ่งอยู่ระหว่างที่ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๒ หรือศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๔มีคำสั่งขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวนในวันเปิดทำการศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑๐ ให้ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๒ หรือศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๔ มีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับการขังระหว่าง สอบสวนนั้น แล้วแต่กรณี ส่วนการฟ้องคดีให้ยื่นฟ้องต่อศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑๐
ในระหว่างที่ยังไม่เปิดทำการศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๘ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ ใช้บังคับ ให้ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๒มีเขตอำนาจตลอดถึงเขตท้องที่จังหวัดน่านด้วย บรรดาคดีของเขตท้องที่จังหวัดน่าน ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๒ในวันเปิดทำการ ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๘ให้คงพิจารณาพิพากษาต่อไปในศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๒ บรรดาคดีของเขตท้องที่ตามที่กำหนดไว้ในวรรคสอง ซึ่งอยู่ระหว่างที่ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๒ มีคำสั่งขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวนในวันเปิดทำการศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๘ให้ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๒ มีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับการขังระหว่างสอบสวนนั้น ส่วนการฟ้องคดีให้ยื่นฟ้องต่อศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๘ เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๘๖ ก
บรรดากฎ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งอื่นใดที่อ้างถึงศาลจังหวัด ทหารบกตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตอำนาจศาลจังหวัดทหารและศาลมณฑลทหาร พ.ศ. ๒๕๓๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ถือว่ากฎ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งนั้นอ้างถึงศาลมณฑลทหารบก ตามพระราชกฤษฎีกานี้ แล้วแต่กรณี ดังนี้
(๑) ศาลจังหวัดทหารบกราชบุรี ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๖
(๒) ศาลจังหวัดทหารบกกาญจนบุรี ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๗
(๓) ศาลจังหวัดทหารบกสระบุรี ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๘
(๔) ศาลจังหวัดทหารบกสระแก้ว ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๙
(๕) ศาลจังหวัดทหารบกสุรินทร์ ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๕
(๖) ศาลจังหวัดทหารบกบุรีรัมย์ ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๖
(๗) ศาลจังหวัดทหารบกร้อยเอ็ด ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๗
(๘) ศาลจังหวัดทหารบกเลย ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๘
(๙) ศาลจังหวัดทหารบกสกลนคร ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๙
(๑๐) ศาลจังหวัดทหารบกนครพนม ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑๐
(๑๑) ศาลจังหวัดทหารบกพะเยา ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๔
(๑๒) ศาลจังหวัดทหารบกอุตรดิตถ์ ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๕
(๑๓) ศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๖
(๑๔) ศาลจังหวัดทหารบกเชียงราย ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๗
(๑๕) ศาลจังหวัดทหารบกน่าน ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๘
(๑๖) ศาลจังหวัดทหารบกพิษณุโลก ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๙
(๑๗) ศาลจังหวัดทหารบกตาก ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๑๐
(๑๘) ศาลจังหวัดทหารบกทุ่งสง ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๓
(๑๙) ศาลจังหวัดทหารบกชุมพร ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๔
(๒๐) ศาลจังหวัดทหารบกสุราษฎร์ธานี ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๕
(๒๑) ศาลจังหวัดทหารบกปัตตานี ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๖
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๘๖ ก หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่มีการกำหนดให้มณฑลทหารบก เป็นส่วนราชการที่ขึ้นต่อกองทัพภาคเพิ่มขึ้นและยกเลิกจังหวัดทหารบกทุกแห่ง รวมทั้งกำหนดหน้าที่และ เขตพื้นที่ของมณฑลทหารขึ้นใหม่ จึงสมควรยกเลิกเขตอำนาจศาลจังหวัดทหารบก และกำหนดเขตอำนาจศาลมณฑล ทหารบกเสียใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับหน้าที่และเขตพื้นที่ของมณฑลทหารบกที่เปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้อง ตราพระราชกฤษฎีกานี้
ฉบับประกาศ · สถานะบังคับใช้ยังไม่ได้ตรวจ · ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย
ที่มาของตัวบทนี้
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙