มาตรา ๓
กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ให้ยกเลิก
(๑) กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการขออนุญาตจัดตั้งสมาคมการค้า พ.ศ. ๒๕๕๓
(๒) กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการขออนุญาตจัดตั้งสมาคมการค้า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐
การยื่นคำขอ การแจ้ง การส่งข้อมูลหรือเอกสารหลักฐาน การติดต่อหรือการออก เอกสารหลักฐานใด ๆ รวมทั้งใบอนุญาต ตลอดจนการชำระค่าธรรมเนียมตามกฎกระทรวงนี้ ให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ ในกรณีที่มีเหตุไม่สามารถ ดำเนินการโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ให้ดำเนินการ ณ ท้องที่ที่สมาคมการค้าตั้งอยู่ ดังต่อไปนี้
(๑) กรุงเทพมหานคร ให้ดำเนินการ ณ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
(๒) จังหวัดอื่น ให้ดำเนินการ ณ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด
(๓) สถานที่อื่นตามที่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าประกาศกำหนด โดยคำนึงถึงการอำนวย ความสะดวกแก่ประชาชนเป็นสำคัญ
คำขออนุญาต ใบอนุญาต และหนังสือรับรองความประพฤติ ให้เป็นไปตามแบบ ที่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าประกาศกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๘ ก
ให้ผู้เริ่มก่อการจัดตั้งซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นผู้ประกอบวิสาหกิจจำนวน ไม่น้อยกว่าสามคนที่ประสงค์จะขออนุญาตจัดตั้งสมาคมการค้า ยื่นคำขออนุญาตต่อนายทะเบียน พร้อมด้วยข้อมูล เอกสาร และหลักฐาน ดังต่อไปนี้
(๑) เลขประจำตัวประชาชน
(๒) เอกสารและหลักฐานการเป็นผู้ประกอบวิสาหกิจของผู้เริ่มก่อการจัดตั้ง
(๓) หนังสือรับรองความประพฤติของผู้เริ่มก่อการจัดตั้ง
(๔) ข้อบังคับของสมาคมการค้าที่ขออนุญาตจัดตั้ง
(๕) เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในสถานที่จัดตั้งสมาคมการค้า พร้อมทั้ง หนังสือแสดงความยินยอมของเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้มีสิทธิครอบครองในสถานที่แห่งนั้นด้วย
(๖) แผนที่แสดงสถานที่และบริเวณที่จัดตั้งสมาคมการค้า รวมทั้งรูปถ่ายสถานที่จัดตั้งสมาคมการค้า
(๗) ในกรณีที่มอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทน ให้แนบหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินการแทน ที่ติดอากรแสตมป์แล้ว พร้อมทั้งระบุเลขประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวหรือหนังสือเดินทางในกรณีที่ผู้รับมอบอำนาจเป็นคนต่างด้าว
(๘) คำยินยอมให้นายทะเบียนเข้าถึงข้อมูลตาม (๑) และ
(๗) แล้วแต่กรณี เพื่อประโยชน์ใน การตรวจสอบ
ฉบับประกาศ · สถานะบังคับใช้ยังไม่ได้ตรวจ · ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย
ที่มาของตัวบทนี้
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙