มาตรา ๓๔
การตัดสิทธิ รัฐสมาชิกใดที่ไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาฉบับนี้จะถูกตัดสมาชิกภาพขององค์การ ตามการวินิจฉัยของคณะมนตรีโดยเสียงข้างมากสองในสาม
การถอนตัว ๑. หลังจากที่อนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับมาเป็นเวลาห้าปีแล้ว รัฐสมาชิกใดที่มีความประสงค์ จะถอนตัวออกจากอนุสัญญาฉบับนี้จะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้เลขาธิการทราบ ล่วงหน้าอย่างน้อยเป็นเวลาหนึ่งปี ๒. เลขาธิการจะต้องรีบแจ้งให้ประธานของคณะมนตรีและรัฐสมาชิกทั้งหมดทราบถึงคำขอถอนตัว ของรัฐสมาชิกนั้น และประธานจะต้องเรียกประชุมคณะมนตรีภายใน๙๐วันเพื่อพิจารณาว่าจะ เห็นชอบกับคำขอนั้นหรือไม่ ๓. หลังจากการให้ความเห็นชอบอย่างเป็นทางการต่อการถอนตัวแล้ว รัฐสมาชิกที่เกี่ยวข้องจะ ยังคงผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีทางการเงินส่วนที่ถึงกำหนดของตนในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับโครงการ/กิจกรรมที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว และค่าบำรุงสำหรับปีที่การถอนตัว ได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นทางการ ๔. การถอนตัวเช่นนี้จะไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติตามพันธกรณีตามสัญญาหรือตามความตกลง ที่รัฐสมาชิกนั้นและองค์การได้ยอมรับไว้ก่อนการถอนตัวของรัฐสมาชิกนั้น ๕. รัฐที่ถอนตัวจากอนุสัญญาฉบับนี้จะคงสิทธิที่ได้รับไปแล้วอันเนื่องจากการเป็นสมาชิกของ องค์การจนถึงวันที่การถอนตัวจากสมาชิกภาพมีผลใช้บังคับ
การยุบเลิกองค์การ ๑. องค์การจะถูกยุบเลิก ณเวลาใดก็ได้โดยความตกลงโดยฉันทามติระหว่างรัฐสมาชิกทั้งหมด ขององค์การ ๒. องค์การจะถูกยุบเลิกเช่นกัน หากสมาชิกภาพขององค์การมีจำนวนรัฐสมาชิกเหลือน้อยกว่า สี่รัฐ ๓. ในกรณีที่มีการยุบเลิกองค์การ คณะมนตรีจะต้องแต่งตั้งหน่วยงานชำระบัญชีอย่างเป็น ทางการหนึ่งหน่วยงานเพื่อเจรจากับรัฐสมาชิกซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่และสำนักงาน 16 ต่างๆขององค์การ ณเวลาที่มีการชำระบัญชี ที่ปรึกษากฎหมายทั้งหลายขององค์การ จะยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่จนกว่าขั้นตอนการชำระบัญชีจะเสร็จสิ้น ๔. หลังจากการเสร็จสิ้นของขั้นตอนการยุบเลิกองค์การ ทรัพย์สินที่เหลือใด ๆก็ตามจะต้อง ได้รับการจัดสรรแบ่งปันให้กับบรรดารัฐสมาชิกตามสัดส่วนของค่าบำรุงที่รัฐเหล่านั้นได้ชำระ แล้ว ในกรณีที่มีการขาดดุล รัฐสมาชิกเหล่านี้จะต้องรับผิดชอบตามสัดส่วนค่าบำรุงที่มีการ ประเมินกันไว้ในปีงบประมาณการเงินที่มีการชำระบัญชี
การจดทะเบียน ทันทีที่อนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับ รัฐบาลเจ้าภาพจะต้องจดทะเบียนอนุสัญญานั้นไว้กับ สำนักเลขาธิการของสหประชาชาติตามข้อ ๑๐๒ของกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อเป็นพยานในการนี้ ผู้ลงนามข้างท้ายนี้ ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้อง ได้ลงนามอนุสัญญา ฉบับนี้ ทำขึ้น ณกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ยี่สิบแปด เดือนตุลาคม พุทธศักราชสองพัน ห้าร้อยสี่สิบแปด เป็นภาษาอังกฤษเป็นต้นฉบับฉบับเดียว ตัวบทของอนุสัญญาฉบับนี้ที่ได้ทำเป็นภาษาทางการภาษาอื่น ๆ ของรัฐสมาชิกขององค์การ จะต้องได้รับการรับรองความถูกต้องโดยฉันทามติจากรัฐสมาชิกทั้งหมดขององค์การ ตัวบท อนุสัญญาเหล่านั้นจะต้องเก็บรักษาไว้ที่บรรณสารของรัฐบาลเจ้าภาพ ซึ่งจะต้องส่งสำเนาที่ได้รับ การรับรองความถูกต้องให้กับรัฐที่ลงนามและรัฐที่ทำการภาคยานุวัติ ทุกรัฐ อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐประชาชนบังคลาเทศ อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย 17 อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ รัฐบาลประเทศมองโกเลีย อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐเปรู อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ รัฐบาลประเทศไทย อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐตุรกี เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๕ ก หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคี อนุสัญญาว่าด้วยองค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก (Convention of the Asia – Pacific Space CooperationOrganization(APSCO)) ที่รัฐบาลแห่งประเทศไทยได้ลงนามเมื่อวันที่ ๒๘ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งตามอนุสัญญานี้ ภาคีอนุสัญญา แต่ละประเทศต้องให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาแก่ องค์การ บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ขององค์การ และผู้แทนรัฐสมาชิกแต่ละประเทศขององค์การ ดังนั้น เพื่อให้ การคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การในประเทศไทยเป็นไปตามอนุสัญญาดังกล่าว และเพื่อให้องค์การเป็น นิติบุคคลตามกฎหมายไทย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ฉบับประกาศ · สถานะบังคับใช้ยังไม่ได้ตรวจ · ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย
ที่มาของตัวบทนี้
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ๒๓ ส.ค. ๒๕๖๙