arnon.work

มาตรา ๓

มาตรา ๑

พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ภาชนะพลาสติกสำหรับบรรจุผลิตภัณฑ์เภสัชปราศจากเชื้อต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. ๒๕๕๙”

มาตรา ๒

พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสองร้อยเจ็ดสิบวันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓

ให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมภาชนะพลาสติก สำหรับบรรจุผลิตภัณฑ์เภสัชปราศจากเชื้อต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. ๒๕๔๗ เล่ม ๑๓๓ ตอนที่ ๗๑ ก

มาตรา ๔

ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมภาชนะพลาสติกสำหรับบรรจุผลิตภัณฑ์เภสัชปราศจากเชื้อ ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. ๕๓๑-๒๕๕๘ ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ ๔๖๗๗ (พ.ศ. ๒๕๕๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑เรื่อง ยกเลิก และกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมภาชนะพลาสติกสำหรับบรรจุผลิตภัณฑ์เภสัชปราศจากเชื้อ ลงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๘

มาตรา ๕

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เล่ม ๑๓๓ ตอนที่ ๗๑ ก หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากได้มีการปรับปรุงมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมภาชนะพลาสติกสำหรับบรรจุผลิตภัณฑ์เภสัชปราศจากเชื้อโดยประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ ๔๖๗๗ (พ.ศ. ๒๕๕๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ เรื่อง ยกเลิกและกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมภาชนะพลาสติกสำหรับบรรจุผลิตภัณฑ์เภสัชปราศจากเชื้อ ลงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๘ และได้มีการดำเนินการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของตัวแทนของ กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องครบถ้วนตามความในมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๔๘ แล้ว สมควรยกเลิกพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมภาชนะพลาสติก สำหรับบรรจุผลิตภัณฑ์เภสัชปราศจากเชื้อต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. ๒๕๔๗ และตราพระราชกฤษฎีกานี้ ขึ้นใช้บังคับแทน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมภาชนะพลาสติกสำหรับบรรจุผลิตภัณฑ์เภสัช ปราศจากเชื้อที่ได้ปรับปรุงใหม่ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

ฉบับประกาศ · สถานะบังคับใช้ยังไม่ได้ตรวจ · ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย

ที่มาของตัวบทนี้

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙