arnon.work

มาตรา ๑๐

มาตรา ๘

เมื่อได้รับคำขอรับใบอนุญาต ให้อธิบดีตรวจสอบคำขอรับใบอนุญาต รวมทั้งข้อมูล เอกสาร และหลักฐานว่าถูกต้องและครบถ้วนหรือไม่ หากไม่ถูกต้องหรือขาดข้อมูล เอกสาร หรือหลักฐานใด ให้แจ้งผู้ขอรับใบอนุญาตทราบทันที ถ้าเป็นกรณีที่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ในขณะนั้น ให้แจ้งผู้ขอรับใบอนุญาตแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับใบอนุญาตหรือส่งข้อมูล เอกสาร หรือหลักฐานเพิ่มเติม ให้ครบถ้วน ถ้าเป็นกรณีที่ไม่อาจดำเนินการได้ในขณะนั้น ให้บันทึกความบกพร่องนั้นไว้ และแจ้ง ให้ผู้ขอรับใบอนุญาตแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับใบอนุญาตหรือส่งข้อมูล เอกสาร หรือหลักฐานให้ถูกต้อง และครบถ้วนภายในระยะเวลาสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากอธิบดี ในกรณีที่การยื่นคำขอรับ ใบอนุญาตมิได้กระทำโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้อธิบดีและผู้ขอรับใบอนุญาตลงนามไว้ในบันทึกนั้นด้วย ในกรณีที่ผู้ขอรับใบอนุญาตยื่นคำขอรับใบอนุญาต รวมทั้งข้อมูล เอกสาร และหลักฐานถูกต้อง และครบถ้วนแล้ว ให้อธิบดีออกหลักฐานการรับคำขอให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาต ในกรณีที่ผู้ขอรับใบอนุญาตไม่แก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับใบอนุญาตหรือไม่ส่งข้อมูล เอกสาร หรือหลักฐานให้ถูกต้องและครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าผู้ขอรับใบอนุญาต ไม่ประสงค์จะดำเนินการต่อไป และให้อธิบดีจำหน่ายเรื่องออกจากสารบบ

มาตรา ๙

ในกรณีที่คำขอรับใบอนุญาต รวมทั้งข้อมูล เอกสาร และหลักฐานถูกต้อง และครบถ้วนแล้ว ให้อธิบดีแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ขอรับใบอนุญาตทราบภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับ คำขอรับใบอนุญาต ข้อมูล เอกสาร และหลักฐานที่ถูกต้องและครบถ้วน ในกรณีที่อธิบดีมีคำสั่งอนุญาต เมื่อผู้ขอรับใบอนุญาตชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตครบถ้วนแล้ว ให้อธิบดีออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ในการนี้อธิบดีอาจกำหนด เล่ม ๑๔๓ ตอนที่ ๓๕ ก รายละเอียดของเงื่อนไขที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ไว้ ในใบอนุญาตด้วยก็ได้ ทั้งนี้ หากผู้ขอรับใบอนุญาตไม่ชำระค่าธรรมเนียมให้ครบถ้วนภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าผู้ขอรับใบอนุญาตสละสิทธิการเป็นผู้รับใบอนุญาต และให้อธิบดีจำหน่ายเรื่องออกจากสารบบ ในกรณีที่อธิบดีมีคำสั่งไม่อนุญาต ให้แสดงเหตุผลไว้ในคำขอรับใบอนุญาตและให้มีหนังสือแจ้ง ให้ผู้ขอรับใบอนุญาตทราบพร้อมทั้งเหตุผลและสิทธิอุทธรณ์

มาตรา ๑๐

ซากดึกดำบรรพ์ตามข้อ ๓ ที่ได้รับอนุญาตให้ส่งหรือนำออกนอกราชอาณาจักร เพื่อการศึกษาวิจัย การเผยแพร่ การประกอบ หรือการซ่อมแซม จะต้องมีบัตรแสดงหมายเลขใบอนุญาต พร้อมประทับตรากรมทรัพยากรธรณีแสดงไว้กับซากดึกดำบรรพ์นั้นทุกชิ้น หรือแสดงโดยวิธีอื่น ตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

มาตรา ๑๑

ผู้รับใบอนุญาตให้ส่งหรือนำซากดึกดำบรรพ์ตามข้อ ๓(๑) หรือ

(๒) ออกนอกราชอาณาจักร เพื่อการศึกษาวิจัย การเผยแพร่ การประกอบ หรือการซ่อมแซม ต้องแจ้งการส่งหรือนำซากดึกดำบรรพ์ กลับเข้ามาในราชอาณาจักรต่ออธิบดีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้ส่งหรือนำกลับเข้ามาในราชอาณาจักร พร้อมด้วยเอกสารและหลักฐาน ดังต่อไปนี้

(๑) ใบอนุญาตให้ส่งหรือนำออกนอกราชอาณาจักร เพื่อการศึกษาวิจัย การเผยแพร่ การประกอบ หรือการซ่อมแซม

(๒) ซากดึกดำบรรพ์ที่ได้รับอนุญาต

(๓) รายงานผลการศึกษาวิจัย การเผยแพร่ การประกอบ หรือการซ่อมแซม ในกรณีที่ไม่สามารถนำซากดึกดำบรรพ์ที่ได้รับอนุญาตมาแสดง ณสถานที่ที่อธิบดีประกาศกำหนดได้ ให้นำความในข้อ ๗ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ๑๒

ผู้รับใบอนุญาตให้ส่งหรือนำซากดึกดำบรรพ์ตามข้อ ๓

(๓) ออกนอกราชอาณาจักร เพื่อการศึกษาวิจัย ต้องรายงานผลการศึกษาวิจัยต่ออธิบดีภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต ซึ่งต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันออกใบอนุญาต ในกรณีที่ผลการศึกษาวิจัยไม่แล้วเสร็จ ให้ผู้รับใบอนุญาตแจ้ง ขอขยายระยะเวลาต่ออธิบดีก่อนสิ้นสุดระยะเวลาที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน โดยให้ขยายระยะเวลาได้ไม่เกินหนึ่งปี เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครอง รักษา และอนุรักษ์ไว้ซึ่งซากดึกดำบรรพ์ ในกรณีที่อธิบดี พิจารณารายงานผลการศึกษาวิจัยตามวรรคหนึ่งแล้วเห็นว่า ซากดึกดำบรรพ์ดังกล่าวเป็นซากดึกดำบรรพ์ ที่ขึ้นทะเบียนตามมาตรา ๒๖ หรือสมควรดำเนินการขึ้นทะเบียนตามมาตรา ๒๖ หรือเป็นซากดึกดำบรรพ์ ตามบัญชีท้ายกฎกระทรวงนี้ ให้อธิบดีมีหนังสือแจ้งผู้รับใบอนุญาตภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับ รายงานผลการศึกษาวิจัยเพื่อส่งหรือนำซากดึกดำบรรพ์ดังกล่าวกลับเข้ามาในราชอาณาจักร รวมทั้ง กำหนดระยะเวลาการส่งหรือนำซากดึกดำบรรพ์ดังกล่าวกลับเข้ามาในราชอาณาจักรไว้ด้วย เล่ม ๑๔๓ ตอนที่ ๓๕ ก ให้นำความในข้อ ๕ วรรคสองและวรรคสาม และข้อ ๑๑ มาใช้บังคับกับการขอขยายระยะเวลา และการแจ้งการส่งหรือนำซากดึกดำบรรพ์ตามวรรคหนึ่งกลับเข้ามาในราชอาณาจักรโดยอนุโลม

ฉบับประกาศ · สถานะบังคับใช้ยังไม่ได้ตรวจ · ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย

ที่มาของตัวบทนี้

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙