มาตรา ๗
เมื่อคณะกรรมการได้รับคำขอพร้อมด้วยเอกสารและหลักฐานตามข้อ ๔ แล้ว ให้คณะกรรมการพิจารณาคำขอและจัดทำคำแนะนำเสนอต่อรัฐมนตรีภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับ คำขอ และในกรณีที่มีความจำเป็นให้ขยายระยะเวลาออกไปได้อีกไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนด ในกรณีที่รัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วเห็นควรให้การรับรองหรือไม่รับรองวิทยฐานะสถาบัน อุดมศึกษาเอกชนใด ให้เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาแจ้งผลการพิจารณาเป็นหนังสือ ให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้นทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาของรัฐมนตรี โดยในกรณีที่รัฐมนตรีเห็นว่าไม่สมควรรับรองให้แจ้งเหตุผลพร้อมกับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาด้วย
สถาบันอุดมศึกษาเอกชนใดประสงค์จะขอรับการรับรองวิทยฐานะสถาบันอุดมศึกษา เอกชนที่ทำการสอนเพื่อให้ปริญญาชั้นใดและในสาขาวิชาใดต่อไป ให้ยื่นคำขอต่อเลขาธิการคณะกรรมการ การอุดมศึกษาเพื่อพิจารณาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปีก่อนครบระยะเวลาการรับรองวิทยฐานะ ตามข้อ ๒ วรรคสอง ในกรณีที่สถาบันอุดมศึกษาเอกชนใดได้ยื่นคำขอภายในระยะเวลาตามวรรคหนึ่งแล้ว แต่การพิจารณา ไม่แล้วเสร็จก่อนครบระยะเวลาการรับรองวิทยฐานะ ให้ถือว่าสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้นได้รับการรับรอง วิทยฐานะในชั้นปริญญาและในสาขาวิชาที่เคยได้รับการรับรองแล้วต่อไป
สถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ได้รับการรับรองวิทยฐานะสถาบันอุดมศึกษาเอกชนอยู่ใน วันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ได้รับการรับรองวิทยฐานะในชั้นปริญญาและในสาขาวิชาที่ทำการสอน อยู่จนครบระยะเวลาตามที่ได้รับการรับรอง ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๔๓ ก หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๕๔ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ บัญญัติให้การขอให้รับรองและการรับรองวิทยฐานะสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ประกอบกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอให้รับรองและการรับรองวิทยฐานะสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ว่าด้วยการขอให้รับรองและการรับรองวิทยฐานะของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๑ ยังไม่เหมาะสม กับสถานการณ์ปัจจุบัน สมควรปรับปรุงเพื่อให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
ฉบับประกาศ · สถานะบังคับใช้ยังไม่ได้ตรวจ · ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย
ที่มาของตัวบทนี้
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙