มาตรา ๑๐
ผู้อำนวยการ
(๑) นอกจากเอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่ให้แก่สมาชิกคณะเจ้าหน้าที่ตามข้อ ๗แล้วให้ ผู้อำนวยการได้รับ
(ก) ความคุ้มกันจากการจับกุมและคุมขัง
(ข) ความคุ้มกันจากเขตอำนาจศาลทั้งทางแพ่งและทางปกครอง และการบังคับ คดีที่ผู้แทนทางการทูตได้รับ ยกเว้นในกรณีความเสียหายที่เกิดจากยานยนต์ หรือพาหนะขนส่งอื่นซึ่งเป็นของหรือขับขี่โดยผู้อำนวยการ (ค)ความคุ้มกันอย่างบริบูรณ์จากเขตอำนาจศาลในทางอาญา ยกเว้นในกรณี ความผิดทางจราจรที่เกิดจากยานยนต์หรือพาหนะขนส่งอื่น ซึ่งเป็นของหรือ ขับขี่โดยผู้อำนวยการภายใต้อนุวรรค
(ก) ข้างต้น
(๒) ภาคีพิธีสารไม่จำต้องให้ความคุ้มกันตามข้อนี้แก่คนชาติหรือผู้มีถิ่นพำนักถาวรของ ภาคีพิธีสารนั้น
ผู้แทนของภาคี
(๑) ในการปฏิบัติภาระหน้าที่อย่างเป็นทางการและระหว่างการเดินทางไปและกลับจาก สถานที่ประชุม ให้ผู้แทนภาคีพิธีสารและผู้แทนภาคีสำนักงานใหญ่ได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ดังนี้
(ก) ความคุ้มกันจากการจับกุมหรือคุมขังในรูปแบบใดๆ ระหว่างรอการ พิจารณาคดีในศาล
(ข) ความคุ้มกันจากเขตอำนาจศาล ซึ่งการกระทำรวมทั้งถ้อยคำด้วยวาจาหรือ ลายลักษณ์อักษร ซึ่งกระทำในระหว่างปฏิบัติภาระหน้าที่ทางการ ทั้งนี้ แม้ภายหลังสิ้นสุดภารกิจของผู้แทนของภาคีแล้ว อย่างไรก็ตาม จะไม่ได้รับ ความคุ้มกันนี้ ในกรณีความผิดทางจราจร ซึ่งกระทำโดยผู้แทนของภาคี หรือในกรณีความเสียหายอันเกิดจากยานยนต์หรือพาหนะขนส่งอื่นซึ่งเป็น ของหรือขับขี่โดยผู้แทนของภาคีนั้น
(ค) การละเมิดมิได้ซึ่งเอกสารทางการทั้งปวงของผู้แทนของภาคี
(ง) การยกเว้น พร้อมทั้งสมาชิกครอบครัวซึ่งประกอบเป็นส่วนของครัวเรือน ของตนจากข้อกำกัดเกี่ยวกับการเข้าเมืองและการทะเบียนคนต่างด้าว
(จ) ได้รับการประติบัติในเรื่องการควบคุมและการปริวรรตเงินตราเช่นเดียวกับ ผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศที่มาปฏิบัติภารกิจเป็นทางการเป็นการชั่วคราว ๗
(ฉ) ได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศที่มาราชการชั่วคราว ในเรื่องพิธีการศุลกากรสำหรับเครื่องเดินทางส่วนตัวของผู้แทน
(๒) บทบัญญัติในวรรค ๑ไม่ใช้บังคับในความเกี่ยวข้องระหว่างภาคีพิธีสารกับผู้แทน ของภาคีพิธีสาร นอกจากนี้ บทบัญญัติในอนุวรรค (ก)(ง) (จ)และ(ฉ)ของวรรค(๑)จะไม่ใช้ บังคับในความเกี่ยวข้องระหว่างภาคีพิธีสารกับคนชาติหรือผู้มีถิ่นพำนักถาวรของภาคีพิธีสารนั้น
ผู้เชี่ยวชาญ
(๑) ในการปฏิบัติภาระหน้าที่ทางการที่เกี่ยวกับงานขององค์การและระหว่างการเดินทาง ไปและกลับจากสถานที่ปฏิบัติภาระหน้าที่ของตน ให้ผู้เชี่ยวชาญได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ดังนี้
(ก) ความคุ้มกันจากเขตอำนาจศาลซึ่งการกระทำ รวมถึงถ้อยคำด้วยวาจาหรือ ลายลักษณ์อักษร ซึ่งได้กระทำในการปฏิบัติภาระหน้าที่ทางการ ทั้งนี้ แม้ ภายหลังจะสิ้นสุดภารกิจของผู้เชี่ยวชาญแล้ว อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้รับความคุ้มกันในกรณีความเสียหายอันเกิดจากยานยนต์หรือพาหนะ ขนส่งอื่นที่เป็นของหรือขับขี่โดยผู้เชี่ยวชาญ
(ข) การละเมิดมิได้ซึ่งเอกสารทางการทั้งปวงของผู้เชี่ยวชาญ
(ค) ได้รับการประติบัติเช่นเดียวกับที่ให้แก่พนักงานขององค์การระหว่างรัฐบาล ในเรื่องเงินตราและการควบคุมการปริวรรตเงินตรา
(ง) การยกเว้น พร้อมทั้งสมาชิกของครอบครัวซึ่งประกอบเป็นส่วนของ ครัวเรือนของตน จากข้อกำกัดเกี่ยวกับการเข้าเมืองและการทะเบียนคนต่าง ด้าว
(จ) การอำนวยความสะดวกในเรื่องเกี่ยวกับสัมภาระส่วนบุคคลของผู้เชี่ยวชาญ เช่นเดียวกับที่ให้แก่ผู้เชี่ยวชาญขององค์การระหว่างรัฐบาลอื่น (๒)ภาคีพิธีสารไม่จำต้องให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่อ้างถึงในอนุวรรค (ค)(ง) และ (จ)ของวรรค(๑)แก่คนชาติหรือผู้มีถิ่นพำนักถาวรของภาคีพิธีสารนั้น
การแจ้งชื่อบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญ ให้ผู้อำนวยการองค์การแจ้งชื่อและสัญชาติของบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญ ซึ่ง บทบัญญัติของข้อ ๗ข้อ ๘และข้อ ๑๑จะใช้บังคับแก่ภาคีพิธีสารอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งทุกปี ๘
การสละเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน
(๑) เอกสิทธิ์ การยกเว้น และความคุ้มกันใดๆ ที่ให้ตามพิธีสารนี้ ไม่ได้มอบให้เพื่อ ประโยชน์ส่วนบุคคลของปัจเจกชน แต่เพื่อการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพตามภาระหน้าที่ ทางการของบุคคลเหล่านั้น (๒)หากผู้มีอำนาจหน้าที่ตามรายการข้างท้ายข้อนี้มีความเห็นว่า เอกสิทธิ์และความคุ้ม กันจะขัดขวางต่อกระบวนการยุติธรรม และในทุกกรณีอาจสละสิทธิได้โดยไม่กระทบต่อความมุ่ง ประสงค์ของการได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ให้ผู้มีอำนาจหน้าที่เหล่านี้มีสิทธิและหน้าที่ในการ สละเอกสิทธิ์และความคุ้มกันเช่นว่านั้นได้
(ก) ภาคีพิธีสาร ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้แทนของภาคีพิธีสาร
(ข) สมัชชา ด้วยการเรียกประชุมสมัยวิสามัญหากจำเป็น ในส่วนที่เกี่ยวกับ องค์การหรือผู้อำนวยการขององค์การ (ค)ผู้อำนวยการองค์การ ในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่และ ผู้เชี่ยวชาญ
ฉบับประกาศ · สถานะบังคับใช้ยังไม่ได้ตรวจ · ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย
ที่มาของตัวบทนี้
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ๒๓ ส.ค. ๒๕๖๙