มาตรา ๒๑
หมวด ๓ การเก็บรักษาและการจัดการทรัพย์สิน
มาตรา ๑๙–๒๕ · ๗ มาตรา
เมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย ให้สำนักงานดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา หรือคำสั่งศาลโดยเร็ว เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๑๖ ก
การเก็บรักษาและการจัดการทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในระหว่าง รอการนำไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายตามข้อ ๑๙ ให้สำนักงานดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(๑) ถ้าทรัพย์สินที่ต้องเก็บรักษาเป็นเงินสด ให้นำเข้าฝากสถาบันการเงินตามที่เลขาธิการ กำหนด
(๒) ถ้าทรัพย์สินที่ต้องเก็บรักษาเป็นอัญมณี เครื่องทองรูปพรรณ หรือของมีค่าอื่น หรือเป็นสังหาริมทรัพย์ ให้เก็บรักษาทรัพย์สินไว้ในที่ปลอดภัยตามที่เลขาธิการกำหนด
(๓) ถ้าทรัพย์สินที่ต้องเก็บรักษาเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่ไม่สะดวกต่อการขนย้าย หรือจะเป็นภาระแก่ทางราชการในการเก็บรักษา อาจจัดให้ผู้อื่นหรือส่วนราชการอื่นดูแลรักษาทรัพย์สิน หรือจะจ้างคนเฝ้าทรัพย์สินก็ได้
(๔) ถ้าทรัพย์สินที่ต้องเก็บรักษาเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ให้นำเข้าฝากผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ตามกฎหมาย ว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ตามที่เลขาธิการกำหนด ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สินเห็นว่าการเก็บรักษาและจัดการโดยวิธีการอื่น จะเหมาะสมและเกิดประโยชน์แก่ราชการมากกว่าวิธีการที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษา ทรัพย์สินรายงานเลขาธิการทราบเพื่อพิจารณาสั่งการให้เก็บรักษาและจัดการได้ตามที่เห็นสมควร ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาและจัดการทรัพย์สินให้ใช้เงินจากงบประมาณ ทั้งนี้ ตามที่เลขาธิการ กำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง
การเคลื่อนย้ายทรัพย์สินออกนอกสถานที่เก็บรักษาทรัพย์สินหรือการเปลี่ยนสถานที่ เก็บรักษาทรัพย์สิน ให้กระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเลขาธิการ
ในกรณีที่จะต้องนำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปชดใช้คืนหรือชดใช้ ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย ให้สำนักงานนำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นใด ตามที่สำนักงานเห็นสมควร และนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดหรือการจำหน่ายดังกล่าวไปชดใช้คืน หรือชดใช้ค่าเสียหาย ทั้งนี้ ให้นำระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา ๕๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีที่สำนักงานไม่อาจนำทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหาย ให้แก่ผู้เสียหายตามวรรคหนึ่งได้ เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ต้องห้ามตามกฎหมายมิให้บุคคลทั่วไปถือครอง หรือเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ ให้สำนักงานส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ส่วนราชการที่มีหน้าที่ดูแลรักษา ทรัพย์สินนั้นหรือดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
การนำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหาย ให้แก่ผู้เสียหายตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล ให้สำนักงานดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(๑) กรณีผู้มีสิทธิได้รับคืนหรือชดใช้คืนซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือชดใช้ ค่าเสียหายเป็นผู้เสียหายที่ยื่นคำร้องตามข้อ ๓ ให้สำนักงานมีหนังสือแจ้งให้ผู้เสียหายหรือบุคคล เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๑๖ ก ตามข้อ ๘ มารับทรัพย์สิน ณ สำนักงานหรือสถานที่อื่นใดตามที่สำนักงานกำหนด หรือโอนเงิน เข้าบัญชีธนาคารของผู้เสียหายหรือบุคคลตามข้อ ๘ ตามที่ได้รับแจ้งความประสงค์ไว้ โดยผู้เสียหาย หรือบุคคลตามข้อ ๘ นั้นเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการโอนเงินดังกล่าว
(๒) กรณีผู้มีสิทธิได้รับคืนหรือชดใช้คืนซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือชดใช้ ค่าเสียหายเป็นผู้เสียหายในความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการค้ามนุษย์หรือความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการบังคับ ใช้แรงงานหรือบริการที่สำนักงานได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียหายนั้นจากกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ให้สำนักงานส่งทรัพย์สินหรือเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดหรือจำหน่าย โดยวิธีอื่นให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อนำไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายต่อไป ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์และเลขาธิการตกลงกัน
(๓) กรณีผู้มีสิทธิได้รับคืนหรือชดใช้คืนซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือชดใช้ ค่าเสียหายเป็นผู้เสียหายในความผิดมูลฐานที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรซึ่งสำนักงานได้รับข้อมูลเกี่ยวกับ ผู้เสียหายนั้นจากหน่วยงานของรัฐต่างประเทศที่มีอำนาจหน้าที่ ให้สำนักงานส่งทรัพย์สินหรือเงิน ที่ได้จากการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นใดให้หน่วยงานดังกล่าวเพื่อนำไปคืนหรือชดใช้คืน หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายต่อไป ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่เลขาธิการกำหนด
ฉบับประกาศ · สถานะบังคับใช้ยังไม่ได้ตรวจ · ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย
ที่มาของตัวบทนี้
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙