arnon.work

พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข)

ฉบับรวมการแก้ไข — ไม่ใช่ถ้อยคำตามที่ประกาศครั้งแรกยังไม่ได้ตรวจสถานะ๒๕๐๘๓๘ มาตรา๔ หัวข้อลำดับ ๑ จาก ๑ ในสัญชาติ

แก้ไขข้อความที่แปลงจาก PDF ผิด เมื่อ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๙ · ๖๕ จุด

สถานะบังคับใช้
ยังไม่ได้ตรวจ
ฉบับที่แสดง
ฉบับรวมการแก้ไข
การแก้ไขภายหลัง
รวมแล้ว · ไม่ทราบถึงวันใด
ลำดับศักดิ์
พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)
ข้อความนี้ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย

ปรารภ

พระราชบัญญัติ สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณวันที่ ๒๑กรกฎาคมพ.ศ. ๒๕๐๘ เป็นปีที่ ๒๐ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอม ของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา ดังต่อไปนี้

  1. มาตรา ๑

    พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘”

  2. มาตรา ๒

    พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจา นุเบกษาเป็นต้ ไป

  3. มาตรา ๓

    ให้ยกเลิก

    (๑) พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๔๙๕

    (๒) พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๒)พ.ศ. ๒๔๙๖

    (๓) พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๓)พ.ศ. ๒๔๙๙

    (๔) พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๔)พ.ศ. ๒๕๐๓

  4. มาตรา ๔

    ในพระราชบัญญัตินี้ “คนต่างด้าว” หมายความว่า ผู้ซึ่งมิได้มีสัญชาติไทย “คนไทยพลัดถิ่น”๒ หมายความว่า ผู้ซึ่งมีเชื้อสายไทยที่ต้องกลายเป็นคนในบังคับ ของประเทศอื่นโดยเหตุอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของราชอาณาจักรไทยในอดีตซึ่ง ปัจจุบันผู้นั้นมิได้ถือสัญชาติของประเทศอื่น และได้อพยพเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยเป็น ระยะเวลาหนึ่งและมีวิถีชีวิตเป็นคนไทย โดยได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการ ทะเบียนราษฎรภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนด หรือเป็นผู้ซึ่งมีลักษณะอื่น ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๘๒/ตอนที่๖๒/ฉบับพิเศษหน้า ๑/๔สิงหาคม๒๕๐๘ ๒๕๕๕ ทำนองเดียวกันตามที่กำหนดในกฎกระทรวง “คณะกรรมการ”๓ หมายความว่าคณะกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติ “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้ “รัฐมนตรี”หมายความว่ารัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

  5. มาตรา ๕

    การได้สัญชาติไทยตามมาตรา ๙มาตรา ๑๒หรือมาตรา ๑๒/๑การ เสียสัญชาติไทยตามหมวด ๒หรือการกลับคืนสัญชาติไทยตามหมวด ๓ให้มีผลต่อเมื่อได้ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาและให้มีผลเฉพาะตัว

  6. มาตรา ๖

    ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ และกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้ และยกเว้นค่าธรรมเนียมดังต่อไปนี้ให้ผู้ใด เป็นการทั่วไปหรือเฉพาะรายตามที่เห็นสมควร

    (๑) คำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย

    (๒) หนังสือสำคัญการแปลงสัญชาติเป็นไทย

    (๓) คำขอกลับคืนสัญชาติไทย กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

  1. หมวด ๑ การได้สัญชาติไทย

    ๑๕ มาตรา
  2. มาตรา ๗

    บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

    (๑) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอก ราชอาณาจักรไทย

    (๒) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยยกเว้นบุคคลตามมาตรา ๗ทวิ วรรคหนึ่ง คำว่าบิดาตาม

    (๑) ให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นบิดาของผู้เกิด ตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงแม้ผู้นั้นจะมิได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาของผู้เกิดและมิได้จด ทะเบียนรับรองผู้เกิดเป็นบุตรก็ตาม๗ ๒๕๕๑

  3. มาตรา ๗ ทวิ

    ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ย่อม ไม่ได้รับสัญชาติไทย ถ้าในขณะที่เกิดบิดาตามกฎหมายหรือบิดาซึ่งมิได้มีการสมรสกับมารดาหรือ มารดาของผู้นั้นเป็น

    (๑) ผู้ที่ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษเฉพาะ ราย

    (๒) ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพียงชั่วคราว หรือ

    (๓) ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคน เข้าเมือง ในกรณีที่เห็นสมควร รัฐมนตรีจะพิจารณาและสั่งเฉพาะรายหรือเป็นการทั่วไปให้ บุคคลตามวรรคหนึ่งได้สัญชาติไทยก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด๙ ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทยตามวรรคหนึ่งจะอยู่ในราชอาณาจักร ไทยในฐานะใด ภายใต้เงื่อนไขใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความ มั่นคงแห่งราชอาณาจักรและสิทธิมนุษยชนประกอบกัน ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎกระทรวงดังกล่าว ให้ ถือว่าผู้นั้นเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง๑๐

  4. มาตรา ๘

    ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยโดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ย่อมไม่ได้ สัญชาติไทย ถ้าขณะที่เกิดบิดาหรือมารดาเป็น

    (๑) หัวหน้าคณะผู้แทนทางทูตหรือเจ้าหน้าที่ในคณะผู้แทนทางทูต

    (๒) หัวหน้าคณะผู้แทนทางกงสุลหรือเจ้าหน้าที่ในคณะผู้แทนทางกงสุล

    (๓) พนักงานหรือผู้เชี่ยวชาญขององค์การระหว่างประเทศ

    (๔) คนในครอบครัวซึ่งเป็นญาติอยู่ในความอุปการะหรือคนใช้ ซึ่งเดินทางจาก ต่างประเทศมาอยู่กับบุคคลใน(๑) (๒) หรือ (๓)

  5. มาตรา ๙

    หญิงซึ่งเป็นคนต่างด้าวและได้สมรสกับผู้มีสัญชาติไทย ถ้าประสงค์จะได้ สัญชาติไทย ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง การอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ได้สัญชาติไทยให้อยู่ในดุลพินิจของรัฐมนตรี

  6. มาตรา ๙/๑

    ให้มีคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น ประกอบด้วย

    (๑) ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานกรรมการ

    (๒) ผู้แทนกระทรวงกลาโหม ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนกระทรวง ยุติธรรม ผู้แทนสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และผู้แทน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง

    (๓) ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินเจ็ดคนซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง โดยต้องมีนักวิจัยหรือ นักวิชาการทางด้านกฎหมายสัญชาติหรือสถานะบุคคลด้านสังคมวิทยาหรือมานุษยวิทยา ด้าน ประวัติศาสตร์หรือกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาชนรวมอยู่ด้วย เป็น ให้อธิบดีกรมการปกครองเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้อธิบดีกรมการ ปกครองแต่งตั้งข้าราชการของกรมการปกครองอีกสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

  7. มาตรา ๙/๒

    กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๙/๑

    (๓) มีวาระการดำรง ตำแหน่งคราวละสองปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ต้องไม่เกินสองวาระติดต่อกัน

  8. มาตรา ๙/๓

    ให้คณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

    (๑) พิจารณาและให้การรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น

    (๒) เสนอแนะและให้ความเห็นต่อรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวงหรือการ ดำเนินการใด ๆเกี่ยวกับคนไทยพลัดถิ่นโดยไม่ต้องดำเนินการตามมาตรา ๒๗

    (๓) ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่รัฐมนตรีกำหนด

  9. มาตรา ๙/๔

    ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการ พิจารณาทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับกับการแต่งตั้ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ การพ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และการประชุมของคณะกรรมการ รับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นโดยอนุโลม

  10. มาตรา ๙/๕

    ผู้ใดอ้างว่าเป็นคนไทยพลัดถิ่นประสงค์จะได้การรับรองความเป็นคน ไทยพลัดถิ่นให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับคำขอแล้ว ให้เสนอคำขอนั้นต่อคณะกรรมการรับรอง ความเป็นคนไทยพลัดถิ่นเพื่อพิจารณา การพิสูจน์และการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และ เงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

  11. มาตรา ๙/๖

    ให้ผู้ซึ่งคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นให้การรับรอง ความเป็นคนไทยพลัดถิ่น เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด บุตรของคนไทยพลัดถิ่นซึ่งได้รับสัญชาติไทยตามวรรคหนึ่งย่อมได้สัญชาติไทยโดย การเกิดเว้นแต่ผู้นั้นถือสัญชาติของประเทศอื่น

  12. มาตรา ๙/๗

    ให้นำมาตรา ๙/๖วรรคสองมาใช้บังคับกับบุตรของคนไทยพลัดถิ่น ซึ่งบุตรนั้นได้รับสัญชาติไทยมาก่อนที่คนไทยพลัดถิ่นได้รับการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นตาม มาตรา ๙/๖วรรคหนึ่ง

  13. มาตรา ๑๐

    คนต่างด้าวซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนดังต่อไปนี้ อาจขอแปลงสัญชาติเป็น ไทยได้

    (๑) บรรลุนิติภาวะแล้วตามกฎหมายไทยและกฎหมายที่บุคคลนั้นมีสัญชาติ

    (๒) มีความประพฤติดี

    (๓) มีอาชีพเป็นหลักฐาน

    (๔) มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทยต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติ เป็นไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี

    (๕) มีความรู้ภาษาไทยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

  14. มาตรา ๑๑

    บทบัญญัติในมาตรา ๑๐(๔) และ(๕) มิให้นำมาใช้บังคับถ้าผู้ขอแปลง สัญชาติเป็นไทย

    (๑) ได้กระทำความดีความชอบเป็นพิเศษต่อประเทศไทยหรือได้ทำคุณประโยชน์ ให้แก่ทางราชการซึ่งรัฐมนตรีเห็นสมควร (๒)๑๘ เป็นบุตร ภริยา หรือสามีของผู้ซึ่งได้แปลงสัญชาติเป็นไทย หรือของผู้ได้ กลับคืนสัญชาติไทย

    (๓) เป็นผู้ได้เคยมีสัญชาติไทยมาก่อน (๔)๑๙ เป็นสามีของผู้มีสัญชาติไทย

  15. มาตรา ๑๒

    ผู้ใดประสงค์จะขอแปลงสัญชาติเป็นไทย ให้ยื่นคำขอต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าผู้ประสงค์จะขอแปลงสัญชาติเป็นไทยตามวรรคหนึ่งมีบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ ตามกฎหมายไทยและบุตรนั้นมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย อาจขอแปลงสัญชาติเป็นไทยให้แก่บุตร พร้อมกับตนได้ โดยบุตรนั้นได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๐(๑) (๓)

    (๔) และ(๕) การอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทยให้อยู่ในดุลพินิจของรัฐมนตรี เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรอนุญาตให้นำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เมื่อ ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว ให้ผู้ขอแปลงสัญชาติเป็นไทยปฏิญาณตนว่า จะมีความ ซื่อสัตย์สุจริตต่อประเทศไทย เมื่อมีประกาศตามมาตรา ๕แล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกหนังสือาคัญการแปลง สัญชาติเป็นไทยให้ไว้แก่ผู้นั้นเป็นหลักฐาน๒๐

  16. มาตรา ๑๒/๑

    ในการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยตามมาตรา ๑๒นั้น บุคคลอื่นอาจ ขอแปลงสัญชาติเป็นไทยให้แก่บุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทยที่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยได้ในกรณี ดังต่อไปนี้

    (๑) ผู้อนุบาลตามคำสั่งของศาลอาจขอแปลงสัญชาติเป็นไทยให้แก่คนไร้ ความสามารถซึ่งมีหลักฐานแสดงให้เชื่อได้ว่าเป็นผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยให้ได้รับยกเว้นไม่ต้อง มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๐(๓) และ(๕) และรัฐมนตรีจะยกเว้นให้ไม่ต้องปฏิญาณตนก็ได้

    (๒) ผู้ปกครองสถานสงเคราะห์ของรัฐตามที่รัฐมนตรีกำหนดเมื่อได้รับความยินยอม ของผู้เยาว์แล้วอาจขอแปลงสัญชาติเป็นไทยให้แก่ผู้เยาว์ซึ่งอยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์มาไม่ น้อยกว่าสิบปี โดยให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๐(๑) และ(๓)

    (๓) ผู้รับบุตรบุญธรรมซึ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทยอาจขอแปลงสัญชาติเป็นไทยให้แก่บุตร บุญธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะซึ่งได้จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีและมีหลักฐาน แสดงให้เชื่อได้ว่าเป็นผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๐(๑) และ(๓) การขอแปลงสัญชาติเป็นไทยแทนบุคคลอื่นตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

  1. หมวด ๒ การเสียสัญชาติไทย

    ๑๐ มาตรา
  2. มาตรา ๑๓

    ชายหรือหญิงซึ่งมีสัญชาติไทยและได้สมรสกับคนต่างด้าวและอาจถือ สัญชาติของภริยาหรือสามีได้ตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของภริยาหรือสามี ถ้าประสงค์จะสละ สัญชาติไทยให้แสดงความจำนงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

  3. มาตรา ๑๔

    ผู้มีสัญชาติไทยซึ่งเกิดในขณะที่บิดาหรือมารดาเป็นคนต่างด้าวและได้ สัญชาติของบิดาหรือมารดาด้วยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของบิดาหรือมารดา หรือผู้ซึ่งได้สัญชาติ ไทยตามมาตรา ๑๒วรรคสองหรือมาตรา ๑๒/๑(๒) และ(๓) ถ้ายังประสงค์จะถือสัญชาติอื่นอยู่ ต่อไป ให้แสดงความจำนงสละสัญชาติไทยตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่มีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ เมื่อได้พิจารณาความจำนงดังกล่าวแล้ว เห็นว่ามีหลักฐานเชื่อถือได้ว่าผู้นั้นอาจถือ สัญชาติของบิดาหรือมารดาหรือสัญชาติอื่นได้จริงก็ให้ัฐมนตรีอนุญาตเว้นแต่ในระหว่างประเทศไทย มีการรบหรืออยู่ในสถานะสงคราม รัฐมนตรีจะสั่งระงับการสละสัญชาติไทยรายใดก็ได้

  4. มาตรา ๑๕

    นอกจากกรณีตามมาตรา ๑๔ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยและสัญชาติอื่นหรือผู้ ซึ่งได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ถ้าประสงค์จะสละสัญชาติไทยให้ยื่นคำขอต่อพนัเจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง๒๔ การอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้สละสัญชาติไทยให้อยู่ในดุลพินิจของรัฐมนตรี

  5. มาตรา ๑๖

    หญิงซึ่งเป็นคนต่างด้าวและได้สัญชาติไทยโดยการสมรส อาจถูกถอน สัญชาติไทยได้เมื่อปรากฏว่า

    (๑) การสมรสนั้นได้เป็นไปโดยปกปิดข้อเท็จจริง หรือแสดงข้อความเท็จอันเป็น สาระสำคัญ

    (๒) กระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงหรือขัดต่อ ประโยชน์ของรัฐ หรือเป็นการเหยียดหยามประเทศชาติ

    (๓) กระทำการใด ๆอันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชน การถอนสัญชาติไทยตามวรรคหนึ่งให้เป็นอำนาจของรัฐมนตรี๒๕

  6. มาตรา ๑๗

    ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักรไทยโดยมีบิดาหรือ มารดาเป็นคนต่างด้าวอาจถูกถอนสัญชาติไทยได้ เมื่อปรากฏว่า

    (๑) ไปอยู่ในต่างประเทศที่บิดาหรือมารดามีหรือเคยมีสัญชาติเป็นเวลาติดต่อกันเกิน ห้าปีนับแต่วันที่บรรลุนิติภาวะ

    (๒) มีหลักฐานแสดงว่าใช้สัญชาติของบิดาหรือมารดาหรือสัญชาติอื่นหรือฝักใฝ่อยู่ใน สัญชาติของบิดาหรือมารดาหรือสัญชาติอื่น

    (๓) กระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงหรือขัดต่อ ประโยชน์ของรัฐหรือเป็นการเหยียดหยามประเทศชาติ

    (๔) กระทำการใด ๆอันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชน การถอนสัญชาติไทยตาม (๑) หรือ

    (๒) ให้รัฐมนตรีเป็นผู้สั่ง ส่วนการถอนสัญชาติ ไทยตาม(๓) หรือ

    (๔) เมื่อพนักงานอัยการร้องขอ ให้ศาลเป็นผู้สั่ง

  7. มาตรา ๑๘

    เมื่อมีพฤติการณ์อันเป็นการสมควรเพื่อความมั่นคงหรือประโยชน์ ของรัฐ รัฐมนตรีมีอำนาจถอนสัญชาติไทยของผู้ซึ่งได้สัญชาติไทยตามมาตรา ๗ทวิ วรรคสอง

  8. มาตรา ๑๙

    รัฐมนตรีมีอำนาจถอนสัญชาติไทยแก่ผู้ซึ่งได้สัญชาติไทยโดยการแปลง สัญชาติเมื่อปรากฏว่า

    (๑) การแปลงสัญชาตินั้นได้เป็นไปโดยปกปิดข้อเท็จจริงหรือแสดงข้อความเท็จอันเป็นสาระสำคัญ

    (๒) มีหลักฐานแสดงว่าผู้แปลงสัญชาตินั้นยังใช้สัญชาติเดิม

    (๓) กระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงหรือขัดต่อ ประโยชน์ของรัฐ หรือเป็นการเหยียดหยามประเทศชาติ

    (๔) กระทำการใด ๆอันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชน

    (๕) ไปอยู่ในต่างประเทศโดยไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทยเป็นเวลาเกินห้าปี

    (๖) ยังคงมีสัญชาติของประเทศที่ทำสงครามกับประเทศไทย การถอนสัญชาติไทยตามมาตรานี้ จะขยายไปถึงบุตรของผู้ถูกถอนสัญชาติไทยใน เมื่อบุตรนั้นยังไม่บรรลุนิติภาวะและได้สัญชาติไทยตามมาตรา ๑๒วรรคสองด้วยก็ได้ และเมื่อ รัฐมนตรีสั่งถอนสัญชาติไทยแล้วให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ

  9. มาตรา ๒๐

    (ยกเลิ )

  10. มาตรา ๒๑

    ผู้มีสัญชาติไทยซึ่งเกิดในขณะที่บิดาหรือมารดาเป็นคนต่างด้าวและ อาจถือสัญชาติของบิดาหรือมารดาได้ตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของบิดาหรือมารดาถ้าได้รับ ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าวแล้ว ให้เสียสัญชาติไทย

  11. มาตรา ๒๒

    ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยและได้แปลงสัญชาติเป็นคนต่างด้าว หรือสละสัญชาติ ไทยหรือถูกถอนสัญชาติไทยย่อมเสียสัญชาติไทย

  1. หมวด ๓ การกลับคืนสัญชาติไทย

    ๒ มาตรา
  2. มาตรา ๒๓

    ชายหรือหญิงซึ่งมีสัญชาติไทยและได้สละสัญชาติไทยในกรณีที่ได้สมรส กับคนต่างด้าวตามมาตรา ๑๓ถ้าได้ขาดจากการสมรสแล้วไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆย่อมมีสิทธิขอกลับคืน สัญชาติไทยได้๓๐ การขอกลับคืนสัญชาติไทยให้ยื่นแสดงความจำนงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

  3. มาตรา ๒๔

    ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยและได้เสียสัญชาติไทยตามบิดาหรือมารดาขณะที่ตน ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ถ้าประสงค์จะกลับคืนสัญชาติไทย ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ภายในสองปีนับแต่วันที่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมายไทยและ กฎหมายที่บุคคลนั้นมีสัญชาติ การอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้กลับคืนสัญชาติไทย ให้อยู่ในดุลพินิจของรัฐมนตรี

  1. หมวด ๔ คณะกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติ

    ๕ มาตรา
  2. มาตรา ๒๕

    ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติ ประกอบด้วย

    (๑) ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานกรรมการ

    (๒) ผู้แทนกระทรวงกลาโหมผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศผู้แทนกระทรวงการ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้แทนกระทรวงยุติธรรม ผู้แทนกระทรวงแรงงาน ผู้แทน สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้แทนกองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง

    (๓) ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินหกคนซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ที่มีความรู้และ ประสบการณ์การทำงานด้านสัญชาติเป็นที่ประจักษ์ เป็นกรรมการ ให้อธิบดีกรมการปกครองเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้อธิบดีกรมการ ปกครองแต่งตั้งข้าราชการของกรมการปกครองอีกสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

  3. มาตรา ๒๖

    กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสองปีและ อาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ต้องไม่เกินสองวาระติดต่อกัน

  4. มาตรา ๒๗

    คณะกรรมการมีหน้าที่เสนอแนะและให้ความเห็นต่อรัฐมนตรีในการ ใช้อำนาจตามมาตรา ๗ทวิ มาตรา ๙มาตรา ๑๑มาตรา ๑๒มาตรา ๑๒/๑มาตรา ๑๔มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖มาตรา ๑๗มาตรา ๑๘มาตรา ๑๙และมาตรา ๒๔และการออกกฎกระทรวงตาม พระราชบัญญัตินี้ ในการใช้อำนาจและดำเนินการดังกล่าวให้รัฐมนตรีรับฟังข้อเสนอแนะและ ความเห็นของคณะกรรมการประกอบด้วย

  5. มาตรา ๒๘

    ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติการ ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

  6. มาตรา ๒๙

    ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณา ทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับกับการแต่งตั้งกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ การพ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และการประชุมของคณะกรรมการและ คณะอนุกรรมการโดยอนุโลม ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี [เอกสารแนบท้าย] ๑.๓๗ ค่าธรรมเนียม (แก้ไขเพิ่มเติม) (ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย) ค่าธรรมเนียมแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๔)พ.ศ. ๒๕๕๑ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยสัญชาติได้ ตราออกบังคับใช้เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕และได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาใน พ.ศ. ๒๔๙๖พ.ศ. ๒๔๙๙และ พ.ศ. ๒๕๐๓รวมเป็น ๔ฉบับทำให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้ นอกจากนี้ยังมี หลักการบางประการที่ควรแก้ไขเพิ่มเติมให้เหมาะสมรัดกุมยิ่งขึ้น จึงเห็นสมควรที่จะปรับปรุง กฎหมายนี้และรวมให้เป็นฉบับเดียวกัน พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๒)พ.ศ. ๒๕๓๕๓๘ มาตรา ๑๐ บทบัญญัติมาตรา ๗(๑) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ซึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย มาตรา ๑๑ บทบัญญัติมาตรา ๗ทวิ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ซึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย เว้นแต่ผู้ซึ่งรัฐมนตรีมีคำสั่งอันมีผลให้ได้รับสัญชาติไทย ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ลง วันที่ ๑๓ธันวาคมพ.ศ. ๒๕๑๕ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ บุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทยก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแต่ไม่ได้สัญชาติ ไทยตามวรรคหนึ่ง อาจได้สัญชาติไทยได้ตามมาตรา ๗ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ในการนี้รัฐมนตรีจะสั่งให้ได้สัญชาติไทยเป็นการ ทั่วไปหรือเป็นการเฉพาะรายก็ได้ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่สมควรให้บุตรของหญิงไทย สามารถมีสัญชาติไทยได้โดยหลักสายโลหิตด้วยตามหลักการเท่าเทียมกันระหว่างหญิงและชาย และ สมควรกำหนดหลักเกณฑ์การได้สัญชาติไทยของบุตรและหลานตลอดทั้งสายของคนต่างด้าวที่เป็นผู้ อพยพผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมายผู้เข้าเมืองเพียงชั่วคราว และผู้ได้รับผ่อนผันให้พัก อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายเสียใหม่ให้เหมาะสมรัดกุม เพราะการยึด หลักการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ลงวันที่ ๑๓ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเกี่ยวกับบุคคลเหล่านี้ที่โดยมากจะอยู่กินกันโดยไม่จด ทะเบียนสมรส จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๓)พ.ศ. ๒๕๓๕๓๙ มาตรา ๔ ความในมาตรา ๑๔วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ มิให้ใช้บังคับกับบุคคลที่มีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์แล้วก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวประสงค์จะสละสัญชาติไทย ให้ดำเนินการตาม ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๙/ตอนที่๑๓/หน้า๓/๒๕กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม๑๐๙/ตอนที่ ๔๒/หน้า๙๔/๘เมษายน๒๕๓๕ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติม บทบัญญัติเกี่ยวกับการถือสัญชาติไทยของบุคคลผู้มีสัญชาติไทย และได้สัญชาติอื่นด้วยตามกฎหมาย ว่าด้วยสัญชาติของบิดา หรือบุคคลที่ได้สัญชาติไทยจากการแปลงสัญชาติของบิดามารดา โดยให้ บุคคลดังกล่าวต้องแจ้งความจำนงสละสัญชาติไทย ในกรณีที่ประสงค์จะถือสัญชาติอื่นต่อไป จึง จำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๔)พ.ศ. ๒๕๕๑๔๐ มาตรา ๒๑ บทบัญญัติวรรคสองของมาตรา ๗แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ด้วย มาตรา ๒๒ บทบัญญัติวรรคสามของมาตรา ๗ทวิ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕และแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้ที่เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย มาตรา ๒๓ บรรดาบุคคลที่เคยมีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักรไทยแต่ถูก ถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ลงวันที่ ๑๓ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕ ข้อ ๑และผู้ที่เกิดในราชอาณาจักรไทยแต่ไม่ได้สัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕ข้อ ๒ รวมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าว ที่เกิดใน ราชอาณาจักรไทยก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและไม่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา ๗ทวิ วรรค หนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ถ้าบุคคลผู้นั้นอาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียน ราษฎรและเป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทย ให้ได้สัญชาติ ไทยตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่ผู้ซึ่งรัฐมนตรีมีคำสั่งอันมีผลให้เป็นผู้มีสัญชาติไทยแล้ว ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้มีคุณสมบัติตาม วรรคหนึ่งยื่นคำขอลงรายการสัญชาติในเอกสารการทะเบียนราษฎรต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนาย ทะเบียนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแห่งท้องที่ที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาในปัจจุบัน มาตรา ๒๔ บรรดากฎกระทรวง ประกาศ ระเบียบ หรือคำสั่งที่ออกตาม พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘และพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ที่ใช้บังคับ อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติตาม พระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีกฎกระทรวงประกาศระเบียบ หรือคำสั่งที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม๑๒๕/ตอนที่ ๓๙ก/หน้า ๒๔/๒๗กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ มาตรา ๒๕ ภายในระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้ บังคับมิให้นำความตามมาตรา ๒๗แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ซึ่งเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับกับการใช้อำนาจของรัฐมนตรีตามมาตรา ๗ทวิ มาตรา ๙มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒มาตรา ๑๒/๑มาตรา ๑๔มาตรา ๑๕มาตรา ๑๖มาตรา ๑๗มาตรา ๑๘มาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๔และการออกกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัตินี้ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ปัจจุบันผู้เกิดในราชอาณาจักร ไทยจำนวนมากซึ่งมีบิดาเป็นผู้มีสัญชาติไทยแต่ไม่ได้รับสัญชาติไทยโดยการเกิดเนื่องจากบิดามิได้ สมรสกับมารดาของผู้เกิดหรือมิได้จดทะเบียนรับรองผู้เกิดนั้นเป็นบุตร ประกอบกับกฎหมายว่าด้วย สัญชาติที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีบทบัญญัติ บางประการที่ ไม่สอดคล้องกับหลักความเสมอภาค ระหว่างชายหญิงที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยรับรองไว้ และไม่มีกลไกในการกลั่นกรอง เสนอแนะหรือให้ความเห็นประกอบการพิจารณาและการใช้อำนาจของรัฐมนตรีในเรื่องที่เกี่ยวกับ สัญชาติ อีกทั้งอัตราค่าธรรมเนียมท้ายพระราชบัญญัติยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สมควร แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยสัญชาติให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตรา พระราชบัญญัตินี้ พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๕)พ.ศ. ๒๕๕๕๔๑ มาตรา ๕ ให้ถือว่าคนไทยพลัดถิ่นที่ได้แปลงสัญชาติเป็นไทยหรือได้สัญชาติไทยแล้ว ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นคนไทยพลัดถิ่นที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการรับรอง ความเป็นคนไทยพลัดถิ่นตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัตินี้ และให้มีสถานะเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดด้วย มาตรา ๖ ในวาระเริ่มแรก ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๙/๑(๓) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัตินี้ ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจา นุเบกษา มาตรา ๗ การดำเนินการออกกฎกระทรวงตามมาตรา ๙/๕แห่งพระราชบัญญัติ สัญชาติพ.ศ. ๒๕๐๘ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อย ยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขปัญหา สัญชาติให้คนไทยพลัดถิ่นซึ่งเป็นคนเชื้อสายไทยที่ต้องกลายเป็นคนในบังคับของประเทศอื่นเนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของราชอาณาจักรไทยโดยให้สัญชาติไทยโดยการเกิดแก่บุคคลดังกล่าวที่ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม๑๒๙/ตอนที่ ๒๘ก/หน้า ๑/๒๑มีนาคม๒๕๕๕ ยังไม่ได้ถือสัญชาติของประเทศอื่น และได้อพยพเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่ง และมีวิถีชีวิตเป็นคนไทย โดยได้รับการสำรวจตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรภายใต้ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนด และเพื่อให้เป็นไปตามหลักสืบสายโลหิตตามกฎหมาย ว่าด้วยสัญชาติ จึงกำหนดให้บุตรของคนไทยพลัดถิ่นที่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดโดยพระราชบัญญัตินี้ ที่ไม่ได้ถือสัญชาติของประเทศอื่น หรือได้สัญชาติไทยแล้ว ก็ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดด้วย จึง จำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ ปณตภร/ผู้จัดทำ ๔เมษายน๒๕๕๕ - ๑๗-

ที่มาของตัวบทนี้

ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข)เว็บไซต์ของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง
ดึงเมื่อ
๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย)
สภาพของตัวบทเทียบกับต้นฉบับ
แก้การแสดงผลแล้ว · รอเทียบราชกิจจานุเบกษา"ไม่พบ" ไม่เท่ากับ "ถูกต้อง" — ทั้งสามวิธีมีจุดบอดที่ประกาศไว้ที่หน้าวิธีทำงาน