arnon.work

กฎกระทรวงการขออนุญาต การอนุญาต การค้า และการพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตให้ค้างาช้าง พ.ศ. ๒๕๕๘

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ฉบับประกาศ — ยังไม่รวมการแก้ไขภายหลังยังไม่ได้ตรวจสถานะ๒๕๕๘๒๓ มาตรา๔ หัวข้อลำดับ ๑๖ จาก ๒๔ ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สถานะบังคับใช้
ยังไม่ได้ตรวจ
ฉบับที่แสดง
ฉบับประกาศ ๒๕๕๘
การแก้ไขภายหลัง
ยังไม่ได้รวม
ลำดับศักดิ์
กฎกระทรวง
ข้อความนี้ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย

ปรารภ

กฎกระทรวง การขออนุญาต การอนุญาต การค้า และการพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตให้ค้างาช้าง พ.ศ. ๒๕๕๘ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔วรรคสอง และมาตรา ๒๐วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติงาช้าง พ.ศ. ๒๕๕๘รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้ หมวด ๑ การขออนุญาตและการอนุญาตให้ค้างาช้าง

  1. มาตรา ๑

    ผู้ใดประสงค์จะค้างาช้าง ให้ยื่นคำขออนุญาตต่ออธิบดีตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา พร้อมด้วยเอกสารและหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบคำขออนุญาต

  2. มาตรา ๒

    การยื่นคำขออนุญาตตามข้อ ๑ ให้ยื่น ณ ท้องที่ที่ประสงค์จะค้างาช้างดังต่อไปนี้

    (๑) ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

    (๒) ในท้องที่จังหวัดอื่น ให้ยื่นที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์แห่งท้องที่นั้น

    (๓) สถานที่และวิธีการอื่นตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่ออำนวย ความสะดวกแก่ประชาชน

  3. มาตรา ๓

    เมื่อได้รับคำขออนุญาตแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วน ของคำขออนุญาตและเอกสารและหลักฐานต่างๆ หากไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ให้แจ้งให้ผู้ยื่นคำขอ อนุญาตแก้ไขเพิ่มเติมคำขออนุญาตหรือจัดส่งเอกสารหรือหลักฐานให้ถูกต้องและครบถ้วนภายใน ระยะเวลาที่กำหนด เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๓๙ ก ในกรณีที่ผู้ยื่นคำขออนุญาตไม่แก้ไขเพิ่มเติมคำขออนุญาตหรือไม่จัดส่งเอกสารหรือหลักฐาน ให้ถูกต้องและครบถ้วนภายในระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าคำขออนุญาตนั้นเป็นอันยกเลิกนับแต่ วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว และให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ยื่นคำขออนุญาตทราบ

  4. มาตรา ๔

    ในกรณีที่คำขออนุญาตและเอกสารและหลักฐานถูกต้องและครบถ้วน ให้พนักงาน เจ้าหน้าที่ออกใบรับคำขออนุญาตให้แก่ผู้ยื่นคำขออนุญาต ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของอธิบดีไปยังผู้ยื่นคำขออนุญาตภายใน หกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขออนุญาตและเอกสารและหลักฐานถูกต้องและครบถ้วน

  5. มาตรา ๕

    การพิจารณาอนุญาตให้ค้างาช้าง ให้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

    (๑) ผู้ยื่นคำขออนุญาตต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร

    (๒) สถานที่ที่ใช้ค้างาช้างต้องอยู่ในราชอาณาจักร และมีสภาพเหมาะสมในการทำการค้างาช้าง และต้องไม่ก่อให้เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญหรือเกิดอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง

    (๓) ผู้ยื่นคำขออนุญาตต้องมีสิทธิในการใช้สถานที่ที่ใช้ค้างาช้าง

    (๔) ผู้ยื่นคำขออนุญาตต้องไม่อยู่ระหว่างถูกพักใช้ใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้

    (๕) ผู้ยื่นคำขออนุญาตต้องไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่ผู้ประสงค์จะขออนุญาตค้างาช้างเป็นนิติบุคคล ให้นำหลักเกณฑ์ตาม (๑) (๔) และ

    (๕) มาใช้กับผู้มีอำนาจลงนามผูกพันนิติบุคคลนั้น ๆ ด้วย

  6. มาตรา ๖

    ใบอนุญาตให้ค้างาช้างให้เป็นตามแบบที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ใบอนุญาตให้ค้างาช้างให้ใช้ได้เฉพาะตัวผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้าง และให้ถือว่าใบอนุญาต สิ้นสุดลงเมื่อผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างถึงแก่ความตาย หรือสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างต้องแสดงใบอนุญาตหรือใบแทนใบอนุญาตไว้ในที่เปิดเผย ณ สถานที่ ที่ระบุไว้ในใบอนุญาตให้ค้างาช้างนั้น

  7. มาตรา ๗

    ในกรณีที่อธิบดีออกใบอนุญาตให้ค้างาช้างให้แก่ผู้ยื่นคำขออนุญาต ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แจ้งข้อมูลการออกใบอนุญาตให้ค้างาช้างต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อใช้เป็นข้อมูล ในการกำกับดูแลการรับจดทะเบียนพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์ต่อไป เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๓๙ ก

  1. หมวด ๒ การค้างาช้าง

    ๑๐ มาตรา
  2. มาตรา ๘

    งาช้างที่ผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างจะทำการค้าได้ ต้องเป็นงาช้างที่มาจากช้าง ตามกฎหมายว่าด้วยสัตว์พาหนะ และได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยงาช้างแล้วเท่านั้น

  3. มาตรา ๙

    ผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างต้องจัดทำบัญชีการได้มาซึ่งงาช้างที่จะทำการค้า พร้อมแสดง หลักฐานการได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งงาช้าง ยื่นต่อกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ณ สถานที่ตามข้อ ๒ เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของงาช้างดังกล่าวก่อนจึงจะ ดำเนินการค้างาช้างนั้นได้ ในกรณีที่ได้งาช้างในการค้ามาเพิ่มเติมจากที่แจ้งไว้ตามวรรคหนึ่ง ผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้าง ต้องจัดทำบัญชีการได้มาซึ่งงาช้าง พร้อมแสดงหลักฐานการได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งงาช้าง และจัดส่ง สำเนาบัญชีพร้อมสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการลงบัญชีต่อกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ณ สถานที่ตามข้อ ๒ เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของงาช้างดังกล่าวก่อนจึงจะ ดำเนินการค้างาช้างนั้นได้ ในกรณีที่มีการแปรสภาพหรือเปลี่ยนรูปร่างงาช้าง ผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างต้องจัดทำบัญชี การแปรสภาพหรือการเปลี่ยนรูปร่างงาช้าง และจัดส่งสำเนาบัญชีพร้อมสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ การลงบัญชีให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้อง ของการแปรสภาพหรือการเปลี่ยนรูปร่างงาช้างดังกล่าวก่อนจึงจะดำเนินการค้างาช้างนั้นได้ ผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างต้องจัดทำบัญชีการค้างาช้าง โดยต้องลงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันจนถึง วันสิ้นเดือนนั้น ๆ และให้จัดส่งสำเนาบัญชีดังกล่าวพร้อมสำเนาเอกสารประกอบการลงบัญชีให้กรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ณ สถานที่ตามข้อ ๒ ภายในวันที่สิบของเดือนถัดไป เพื่อให้พนักงาน เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องในการค้างาช้างของตน แบบและวิธีการจัดทำบัญชีการได้มาซึ่งงาช้าง บัญชีการแปรสภาพหรือการเปลี่ยนรูปร่างงาช้าง และบัญชีการค้างาช้าง ตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

  4. มาตรา ๑๐

    ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพบหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่างาช้างใดที่อยู่ใน ความครอบครองของผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้าง มิใช่งาช้างตามกฎหมายว่าด้วยสัตว์พาหนะ ให้รายงาน ต่ออธิบดีเพื่อพิจารณาออกคำสั่งให้ผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างนำเอกสารหรือหลักฐานมาพิสูจน์ได้ เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๓๙ ก

  5. มาตรา ๑๑

    ผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างต้องเก็บรักษาบัญชีต่าง ๆ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ การลงบัญชีไว้ ณ สถานที่ค้างาช้างนั้นเป็นระยะเวลาอย่างน้อยสองปี นับแต่วันที่ยื่นหรือจัดส่งสำเนา บัญชีดังกล่าวต่อกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และต้องสามารถนำมาแสดงต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่เพื่อทำการตรวจสอบได้

  6. มาตรา ๑๒

    เมื่อผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างจำหน่ายงาช้างให้แก่ผู้ใด ให้ออกหนังสือกำกับการค้า งาช้างตามแบบและวิธีการที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้แก่ผู้ซื้อเพื่อเป็นหลักฐาน การได้มาซึ่งงาช้างและนำไปดำเนินการแจ้งการครอบครองตามกฎหมายว่าด้วยงาช้างต่อไป

  7. มาตรา ๑๓

    ในกรณีที่งาช้างที่จะทำการค้าชิ้นใดยังไม่มีเครื่องหมายประจำตัวงาช้าง ให้ผู้ได้รับอนุญาต ให้ค้างาช้างดำเนินการจัดทำเครื่องหมายประจำตัวงาช้างนั้นตามวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๔ โดยต้องแจ้ง วิธีการ รูปแบบ พร้อมจัดส่งตัวอย่างเครื่องหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนดำเนินการ ในกรณีที่เครื่องหมายประจำตัวงาช้างสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุดเสียหายในสาระสำคัญ ให้ผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และให้ผู้ได้รับอนุญาต ให้ค้างาช้างจัดทำเครื่องหมายประจำตัวงาช้างใหม่แทนเครื่องหมายเดิมตามวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๔ ในกรณีที่ผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างประสงค์จะให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำเครื่องหมายประจำตัว งาช้างในความครอบครองของตน ให้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการได้ โดยผู้ได้รับอนุญาต ให้ค้างาช้างต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าว

  8. มาตรา ๑๔

    การจัดทำเครื่องหมายประจำตัวงาช้าง ให้ใช้วิธีการดังต่อไปนี้

    (๑) ติดสติกเกอร์ หรือตอกรหัสหมายเลข พร้อมจัดทำบันทึกแสดงรายละเอียดลักษณะ ขนาด และน้ำหนักของงาช้าง

    (๒) กรณีที่ไม่สามารถใช้วิธีทำเครื่องหมายตาม

    (๑) ได้ ให้ใช้วิธีถ่ายภาพ หรือวิธีการอื่นใด ที่เหมาะสม พร้อมจัดทำบันทึกแสดงรายละเอียดลักษณะ ขนาด และน้ำหนักของงาช้าง

  9. มาตรา ๑๕

    ในกรณีที่ผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างประสงค์จะย้ายสถานที่ค้างาช้าง ให้ยื่นคำขอ ต่ออธิบดี ณ สถานที่ตามข้อ ๒ ตามแบบที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา พร้อมด้วย เอกสารหรือหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบคำขอย้ายสถานที่ค้างาช้าง และเมื่ออธิบดีให้ความเห็นชอบ จึงจะดำเนินการย้ายสถานที่ค้างาช้างได้ เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๓๙ ก เมื่อได้รับคำขอแจ้งความประสงค์จะย้ายสถานที่ค้างาช้างตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบจำนวนและความถูกต้องของงาช้าง และตรวจสอบความเหมาะสมของสถานที่ที่ประสงค์ จะย้ายไปค้างาช้างแห่งใหม่ แล้วรายงานต่ออธิบดีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบการย้ายสถานที่ค้างาช้างนั้น และทำหนังสือแจ้งให้ผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างตามวรรคหนึ่งทราบต่อไป ในกรณีที่อธิบดีให้ความเห็นชอบการย้ายสถานที่ค้างาช้างตามวรรคสอง ให้อธิบดีแก้ไข รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ค้างาช้างในใบอนุญาตให้ค้างาช้างหรือเอกสารสำคัญอื่นที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง ตรงกับที่ได้ให้ความเห็นชอบด้วย ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แจ้งข้อมูลการย้ายสถานที่ค้างาช้างของ ผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกำกับดูแลการเปลี่ยนแปลง รายการการจดทะเบียนพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์ต่อไป

  10. มาตรา ๑๖

    ในกรณีที่ผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างประสงค์จะเลิกทำการค้างาช้าง ให้แจ้งเป็นหนังสือ ต่ออธิบดี ณ สถานที่ตามข้อ ๒ ตามแบบที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยต้อง ดำเนินการสรุปปิดยอดบัญชีงาช้างในกิจการของตนแนบมาพร้อมกับหนังสือดังกล่าว และให้นำใบอนุญาต ให้ค้างาช้างส่งคืนต่ออธิบดีเพื่อประทับตรายกเลิกใบอนุญาตดังกล่าวต่อไป เมื่อได้รับหนังสือแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบบัญชีและงาช้างที่ผู้ได้รับอนุญาต ให้ค้างาช้างมีไว้เพื่อการค้า เพื่อเป็นข้อมูลในการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป เมื่อแจ้งเลิกทำการค้างาช้างต่ออธิบดีแล้ว ผู้แจ้งเลิกทำการค้างาช้างสามารถครอบครองงาช้างนั้น ต่อไปได้ แต่ไม่สามารถทำการค้างาช้างได้ และต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการครอบครองงาช้างให้ถูกต้องตามกฎหมาย ว่าด้วยงาช้างต่อไป ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แจ้งข้อมูลการเลิกทำการค้างาช้างของผู้ได้รับอนุญาต ให้ค้างาช้างต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกำกับดูแลการเลิกประกอบพาณิชยกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์ต่อไป

  11. มาตรา ๑๗

    ในกรณีที่ใบอนุญาตให้ค้างาช้างสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุดเสียหายในสาระสำคัญ ให้ผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างนั้นยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตต่ออธิบดี ณ สถานที่ตามข้อ ๒ ตามแบบที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา พร้อมด้วยเอกสารหรือหลักฐานตามที่ระบุไว้ ในแบบคำขอรับใบแทนใบอนุญาต การออกใบแทนใบอนุญาต ให้ใช้แบบใบอนุญาตเดิม และระบุคำว่า “ใบแทน” หรือใช้ ข้อความอื่นใดทำนองเดียวกันไว้ที่กึ่งกลางส่วนบนด้านหน้าของใบอนุญาต เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๓๙ ก

  1. หมวด ๓ การพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตให้ค้างาช้าง

    ๓ มาตรา
  2. มาตรา ๑๘

    เมื่อปรากฏว่าผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ว่าด้วยงาช้าง หรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตให้ค้างาช้าง หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งสั่งตามกฎหมายว่าด้วยงาช้าง ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตให้ค้างาช้างนั้นได้ โดยมีกำหนดเวลา ตามที่เห็นสมควรแต่ไม่เกินครั้งละเก้าสิบวัน

  3. มาตรา ๑๙

    ผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างซึ่งถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตจะทำการค้างาช้างในระหว่างที่ ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตไม่ได้

  4. มาตรา ๒๐

    ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้ค้างาช้างได้ ในกรณีดังต่อไปนี้

    (๑) ผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างทำการค้างาช้างในระหว่างที่ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต

    (๒) ผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างเคยถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตมาแล้วสองครั้ง และมีการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยงาช้างซ้ำในเรื่องเดียวกับที่เคยถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตอีก

    (๓) ผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างนำงาช้างอื่นใดที่ไม่ใช่งาช้างที่ได้มาจากช้างตามกฎหมายว่าด้วย สัตว์พาหนะมาทำการค้า

    (๔) ผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยงาช้าง กฎหมายว่าด้วย การสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า กฎหมายว่าด้วยศุลกากร หรือกฎหมายว่าด้วยการส่งออกไปนอกและ การนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการนำเข้าหรือส่งออกซึ่งงาช้างหรือสัตว์ป่า และศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในความผิดดังกล่าว

    (๕) ผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างไม่เริ่มทำการค้างาช้างภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต

    (๖) ปรากฏข้อเท็จจริงภายหลังว่าผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างหรือผู้มีอำนาจลงนามผูกพันนิติบุคคล ของผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร หรือสถานที่ที่ใช้ค้างาช้างของผู้ได้รับอนุญาต ให้ค้างาช้างไม่ได้อยู่ในราชอาณาจักร หรือผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างาช้างไม่มีสิทธิในการใช้สถานที่ที่ใช้ค้างาช้าง

  1. หมวด ๔ เบ็ดเตล็ด

    ๑ มาตรา
  2. มาตรา ๒๑

    การทำคำสั่งทางปกครองและการแจ้งคำสั่งทางปกครองตามกฎกระทรวงนี้ ให้ปฏิบัติ ตามบทบัญญัติหมวด ๒ คำสั่งทางปกครอง ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๓๙ ก

  1. บทเฉพาะกาล

    ๒ มาตรา
  2. มาตรา ๒๒

    ผู้ค้างาช้างผู้ใดได้ยื่นคำขออนุญาตค้างาช้างตามประกาศกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการค้างาช้าง พ.ศ. ๒๕๕๘ และได้จัดทำบัญชี การได้มาซึ่งงาช้าง และบัญชีการแปรสภาพหรือการเปลี่ยนรูปร่างงาช้างตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ในประกาศดังกล่าวยื่นต่อกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แล้ว ต่อมาได้รับใบอนุญาต ให้ค้างาช้างตามกฎกระทรวงนี้ ผู้นั้นไม่ต้องจัดทำบัญชีการได้มาซึ่งงาช้าง และบัญชีการแปรสภาพ หรือการเปลี่ยนรูปร่างงาช้างยื่นต่อกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ในกฎกระทรวงนี้อีก เว้นแต่ได้งาช้างที่จะทำการค้ามาเพิ่มเติม หรือมีการแปรสภาพหรือเปลี่ยนรูปร่างงาช้าง เพิ่มเติมจากที่ได้เคยยื่นต่อกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

  3. มาตรา ๒๓

    ผู้ค้างาช้างผู้ใดได้ยื่นคำขออนุญาตค้างาช้างตามประกาศกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการค้างาช้าง พ.ศ. ๒๕๕๘ และต่อมาได้รับใบอนุญาต ให้ค้างาช้างตามกฎกระทรวงนี้ ผู้ค้างาช้างผู้นั้นไม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการค้างาช้างตามที่ กำหนดไว้ในประกาศดังกล่าวอีกต่อไป โดยให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการค้างาช้างตามที่กำหนดไว้ ในกฎกระทรวงนี้แทน ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘ พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๓๙ ก หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติงาช้าง พ.ศ. ๒๕๕๘ บัญญัติให้การขออนุญาต การอนุญาต การค้า และการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตให้ค้างาช้าง เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

ที่มาของตัวบทนี้

ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดัชนีกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ดึงเมื่อ
๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย)
สภาพของตัวบทเทียบกับต้นฉบับ
ตรวจอักขระด้วยเครื่องแล้ว · ยังไม่ได้เทียบราชกิจจานุเบกษา"ไม่พบ" ไม่เท่ากับ "ถูกต้อง" — ทั้งสามวิธีมีจุดบอดที่ประกาศไว้ที่หน้าวิธีทำงาน