arnon.workเข้าสู่ระบบ

มาตรา ๕

มาตรา ๓

ให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนซึ่งมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจาก มีเหตุสุดวิสัย มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตามกฎกระทรวงนี้

มาตรา ๔

ในกรณีมีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ประกันตนซึ่งมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน ไม่ได้ทำงานหรือนายจ้างไม่ให้ทำงาน และผู้ประกันตนไม่ได้รับค่าจ้างในระหว่างนั้น ให้ผู้ประกันตนดังกล่าว มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างรายวัน โดยให้ได้รับ ตลอดระยะเวลาที่ผู้ประกันตนไม่ได้ทำงานหรือนายจ้างไม่ให้ทำงาน แล้วแต่กรณี แต่รวมกันไม่เกิน หนึ่งร้อยแปดสิบวันต่อเหตุสุดวิสัยแต่ละครั้ง ท้องที่เกิดเหตุสุดวิสัยและระยะเวลาของเหตุสุดวิสัยที่ผู้ประกันตนจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการประกาศกำหนดโดยคำนึงถึง เขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินที่ทางราชการประกาศกำหนด

มาตรา ๕

ในกรณีที่ผู้ประกันตนตามข้อ ๓ มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยในกรณีอื่นที่มิใช่ตามกฎกระทรวงนี้ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน ในกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัยตามกฎกระทรวงนี้ด้วย ให้ผู้ประกันตนนั้นได้รับประโยชน์ทดแทน เล่ม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๒ ก ในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยได้เพียงเหตุเดียว โดยให้ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน ในช่วงเวลาที่ซ้ำซ้อนกันนั้นตามอัตรา ระยะเวลา และเงื่อนไขที่ดีกว่า

มาตรา ๖

การจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานตามข้อ ๔ ให้จ่ายเป็นรายเดือน สำหรับเศษของเดือนให้คำนวณจ่ายเป็นรายวัน และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับ แก่การคำนวณค่าจ้างรายวันเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ๗

ให้สำนักงานงดการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย แก่ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีดังกล่าวเมื่อ

(๑) ผู้ประกันตนลาออกจากงานหรือถูกเลิกจ้าง โดยให้สิ้นสุดการรับประโยชน์ทดแทน ตั้งแต่วันที่ผู้ประกันตนดังกล่าวได้ลาออกจากงานหรือถูกเลิกจ้าง

(๒) ผู้ประกันตนได้สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง เนื่องจากสัญญาจ้างได้สิ้นสุดลง โดยให้สิ้นสุด การรับประโยชน์ทดแทนตั้งแต่วันที่สัญญาจ้างแรงงานได้สิ้นสุดลง

ฉบับประกาศ · สถานะบังคับใช้ยังไม่ได้ตรวจ · ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย

ที่มาของตัวบทนี้

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙