arnon.work

มาตรา ๔

มาตรา ๒

ผู้ใดประสงค์จะขอใบอนุญาตนำใบยา ยาอัด หรือยาสูบ เข้ามาในราชอาณาจักร ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

(๑) กรณีนำเข้าใบยาหรือยาอัด

(ก) เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบ ต้องเป็นโรงอุตสาหกรรมของรัฐ

(ข) เพื่อส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ต้องเป็นโรงอุตสาหกรรมของรัฐ นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้น ตามกฎหมายไทย หรือบุคคลธรรมดาที่มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์

(๒) กรณีนำเข้ายาสูบ

(ก) เพื่อขาย ซึ่งมิใช่การขายในคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรตามกฎหมาย ว่าด้วยศุลกากร ต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตขายยาสูบประเภทที่ ๑

(ข) เพื่อขายในคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรตามกฎหมาย ว่าด้วยศุลกากร ต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตขายยาสูบประเภทที่ ๒ และเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน ประเภทร้านค้าปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

(ค) เพื่อเป็นตัวอย่างสินค้าหรือมิใช่เพื่อการค้าโดยนำเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บน ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากร ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

(ง) เพื่อส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ต้องเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาที่มีอายุไม่ต่ำกว่า ยี่สิบปีบริบูรณ์ เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๙๕ ก

มาตรา ๓

ผู้ใดประสงค์จะขอใบอนุญาตนำใบยา ยาอัด หรือยาสูบ เข้ามาในราชอาณาจักร ให้ยื่นคำขอใบอนุญาตต่ออธิบดีตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด พร้อมด้วยเอกสารและหลักฐาน ณ สถานที่ ดังต่อไปนี้

(๑) กรณีนำเข้าใบยาหรือยาอัด

(ก) เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบ ให้ยื่นคำขอ ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่แห่งท้องที่ ที่โรงอุตสาหกรรมตั้งอยู่หรือที่สำนักงานศุลกากรหรือด่านศุลกากรตั้งอยู่

(ข) เพื่อส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ให้ยื่นคำขอ ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ แห่งท้องที่ที่สำนักงานศุลกากรหรือด่านศุลกากรตั้งอยู่

(๒) กรณีนำเข้ายาสูบ

(ก) เพื่อขาย ซึ่งมิใช่การขายในคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากร ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ยื่นคำขอ ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่แห่งท้องที่ที่สำนักงานของ ผู้นำเข้า หรือที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่แห่งท้องที่ที่สำนักงานศุลกากรหรือด่านศุลกากรตั้งอยู่

(ข) เพื่อขายในคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรตามกฎหมาย ว่าด้วยศุลกากร ให้ยื่นคำขอ ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่แห่งท้องที่ที่สำนักงานศุลกากร หรือด่านศุลกากรตั้งอยู่

(ค) เพื่อเป็นตัวอย่างสินค้าหรือมิใช่เพื่อการค้าโดยนำเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บน ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ยื่นคำขอ ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่แห่งท้องที่ที่สำนักงานศุลกากร หรือด่านศุลกากรตั้งอยู่

(ง) เพื่อส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ให้ยื่นคำขอ ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ แห่งท้องที่ที่สำนักงานศุลกากรหรือด่านศุลกากรตั้งอยู่

มาตรา ๔

กรณีผู้ประสงค์จะขอใบอนุญาตนำยาสูบเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ซึ่งมิใช่ การขายในคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ก่อนยื่นขอใบอนุญาต ตามข้อ ๓ ให้ดำเนินการยื่นคำขอเพื่อใช้ฉลากปิดภาชนะบรรจุยาสูบที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรต่ออธิบดี ตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด พร้อมด้วยตัวอย่างฉลาก หลักฐานการเป็นตัวแทนขายยาสูบที่นำเข้า มาในราชอาณาจักรแต่เพียงผู้เดียวซึ่งออกให้โดยผู้ผลิตยาสูบในต่างประเทศหรือผู้มีสิทธิในตราสินค้า และหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบคำขอดังกล่าว ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(๑) ฉลากปิดภาชนะบรรจุยาสูบ ให้มีข้อความและลักษณะตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

(๒) หลักฐานการเป็นตัวแทนขายยาสูบที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรแต่เพียงผู้เดียวสำหรับ กรณีที่ไม่ใช่ยาสูบประเภทบุหรี่ซิกาแรต ให้ยื่นพร้อมคำขอเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๙๕ ก

(๓) ในกรณีที่ผู้ขอรับใบอนุญาตเคยแจ้งหรือได้รับอนุมัติให้ใช้ฉลากปิดภาชนะบรรจุยาสูบ ที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยยาสูบหรือกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต ให้ใช้ฉลากปิดภาชนะบรรจุยาสูบดังกล่าวต่อไปได้ โดยไม่ต้องยื่นคำขอเพื่อใช้ฉลากปิดภาชนะบรรจุยาสูบอีก

มาตรา ๕

ในกรณีผู้ประสงค์จะขอใบอนุญาตนำยาสูบเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อส่งออกไป นอกราชอาณาจักร ให้ยื่นคำขอใบอนุญาตเพื่อส่งยาสูบออกไปนอกราชอาณาจักรในคราวเดียวกันด้วย

มาตรา ๖

ผู้ใดประสงค์จะขอใบอนุญาตส่งใบยา ยาอัด หรือยาสูบ ออกไปนอกราชอาณาจักร ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

(๑) กรณีส่งออกใบยาหรือยาอัด

(ก) ที่ผลิตในประเทศ ต้องเป็นโรงอุตสาหกรรมของรัฐ หรือผู้รับซื้อใบยาแห้ง

(ข) ที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้ามาในราชอาณาจักร ต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตนำใบยา หรือยาอัดเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อส่งออกตามข้อ ๒ (๑) (ข)

(๒) กรณีส่งออกยาสูบ ต้องเป็นรัฐวิสาหกิจไทย นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือบุคคลธรรมดาที่มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์

ฉบับประกาศ · สถานะบังคับใช้ยังไม่ได้ตรวจ · ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย

ที่มาของตัวบทนี้

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙