arnon.work

มาตรา ๒๐

หมวด ๓

มาตรา ๑๔–๒๔ · ๑๑ มาตรา

มาตรา ๑๘

เมื่อเลขาธิการพิจารณาให้ความเห็นชอบรายงานพร้อมความเห็นประกอบ การพิจารณาตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่เสนอแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เสนอรายงานดังกล่าวต่อ คณะกรรมการธุรกรรม และให้คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาและมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

(๑) การพิจารณาคำร้อง กรณีที่เห็นว่าผู้ยื่นคำร้องมีสิทธิได้รับคืนเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัล ให้มีคำสั่งคืนเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัลให้แก่ผู้เสียหาย และกรณีที่เห็นว่าผู้ยื่นคำร้องไม่เป็นผู้เสียหาย หรือเป็นผู้เสียหายแต่ได้รับชดใช้ความเสียหายครบถ้วนแล้ว ให้มีคำสั่งยกคำร้อง

(๒) การพิจารณาคำร้องคัดค้าน กรณีที่เห็นว่าคำร้องคัดค้านฟังขึ้น ให้มีคำสั่งว่าคำร้อง คัดค้านฟังขึ้นและไม่ให้นำเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัลในส่วนที่คัดค้านคืนให้แก่ผู้เสียหาย และกรณีที่ เห็นว่า คำร้องคัดค้านฟังไม่ขึ้น ให้มีคำสั่งยกคำร้องคัดค้าน ในกรณีที่คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า รายงานมีข้อมูลหรือหลักฐานยังไม่เพียงพอ ต่อการพิจารณา ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลหรือหลักฐานเพิ่มเติม แล้วนำเสนอ คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณา เล่ม ๑๔๓ ตอนที่ ๓๑ ก คำสั่งของคณะกรรมการธุรกรรมตามวรรคหนึ่ง ต้องทำเป็นหนังสือและจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ

มาตรา ๑๙

เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งตามข้อ ๑๘ แล้ว ให้สำนักงานแจ้งคำสั่ง ของคณะกรรมการธุรกรรมไปยังผู้ยื่นคำร้องหรือคำร้องคัดค้านโดยเร็ว และแจ้งให้ทราบด้วยว่า หากไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว ให้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งเพื่อคัดค้านคำสั่งของคณะกรรมการธุรกรรม ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

มาตรา ๒๐

เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามข้อ ๑๙ ให้สำนักงานดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) กรณีที่ไม่มีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ให้สำนักงานดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่ง ของคณะกรรมการธุรกรรมโดยเร็ว

(๒) กรณีที่มีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ให้สำนักงานงดการดำเนินการตามคำสั่ ง ของคณะกรรมการธุรกรรมไว้ก่อน และแจ้งไปยังผู้เสียหายอื่นและผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบและเมื่อศาล มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วให้สำนักงานดำเนินการต่อไปโดยเร็ว

มาตรา ๒๑

ให้สำนักงานแจ้งคำสั่งของคณะกรรมการธุรกรรมหรือคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล แล้วแต่กรณี ไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งหรือวันที่สำนักงานได้รับคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล เพื่อดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) กรณีที่ต้องคืนเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัล ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพิกถอนการยึดหรืออายัดเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัล หรือให้ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยี สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องเพิกถอนการระงับการทำธุรกรรม แล้วแต่กรณี และให้สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องนำส่งเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัล ที่มีการเพิกถอนการยึดหรืออายัด หรือเพิกถอนการระงับการทำธุรกรรม ตามรายการที่กำหนด ไปยังบัญชีเงินฝาก บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลที่สำนักงานกำหนด

(๒) กรณีที่บัญชีเงินฝาก บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลใดไม่เกี่ยวข้อง กับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ศูนย์ปฏิบัติการ เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

มาตรา ๒๒

เมื่อสำนักงานได้รับเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัลจากสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องแล้ว ให้คืนไปยังบัญชีเงินฝาก บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล ของผู้เสียหายตามที่ได้แจ้งไว้ในคำร้องโดยเร็ว เล่ม ๑๔๓ ตอนที่ ๓๑ ก ในกรณีที่ไม่สามารถคืนไปยังบัญชีเงินฝาก บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล ของผู้เสียหายตามวรรคหนึ่งได้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ติดต่อผู้เสียหายเพื่อให้ดำเนินการแจ้งความประสงค์ ให้มีการคืนไปยังบัญชีเงินฝาก บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นต่อไป

ฉบับประกาศ · สถานะบังคับใช้ยังไม่ได้ตรวจ · ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย

ที่มาของตัวบทนี้

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙