arnon.work

กฎกระทรวงกำหนดชั้น สาขาของปริญญา และหลักเกณฑ์การให้ปริญญากิตติมศักดิ์ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๙

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ฉบับประกาศ — ยังไม่รวมการแก้ไขภายหลังยังไม่ได้ตรวจสถานะ๒๕๔๙๗ มาตราลำดับ ๒๒ จาก ๖๗ ในกระทรวงศึกษาธิการ

สถานะบังคับใช้
ยังไม่ได้ตรวจ
ฉบับที่แสดง
ฉบับประกาศ ๒๕๔๙
การแก้ไขภายหลัง
ยังไม่ได้รวม
ลำดับศักดิ์
กฎกระทรวง
ข้อความนี้ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย

ปรารภ

กฎกระทรวง กำหนดชั้น สาขาของปริญญา และหลักเกณฑ์การให้ปริญญากิตติมศักดิ์ ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๙ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗ และมาตรา ๕๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัด สิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ประกอบกับมาตรา ๓๑มาตรา ๓๕มาตรา ๔๘และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

  1. มาตรา ๑

    ในกฎกระทรวงนี้ “สถาบัน” หมายความว่า สถาบันอุดมศึกษาเอกชนแต่ละแห่ง “สภาสถาบัน” หมายความว่า สภาสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแต่ละแห่งตามกฎหมายว่าด้วย สถาบันอุดมศึกษาเอกชน

  2. มาตรา ๒

    ปริญญากิตติมศักดิ์ มีสามชั้น คือ ปริญญาเอก เรียกว่า ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ปริญญาโท เรียกว่า มหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ปริญญาตรี เรียกว่า บัณฑิตกิตติมศักดิ์

  3. มาตรา ๓

    สถาบันจะให้ปริญญากิตติมศักดิ์ได้เฉพาะในสาขาวิชาที่มีการศึกษาในสถาบันนั้น และได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาในสาขาวิชานั้นแล้ว การกำหนดชื่อปริญญากิตติมศักดิ์ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การกำหนดชื่อปริญญาของ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เล่ม ๑๒๓ ตอนที่ ๘๓ ก

  4. มาตรา ๔

    บุคคลที่สมควรได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ มีดังต่อไปนี้

    (๑) ปริญญากิตติมศักดิ์ประเภททั่วไป สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งใช้ความรู้ ความสามารถในสาขาวิชา ที่จะให้ปริญญากิตติมศักดิ์นั้นจนเป็นที่ประจักษ์ว่าได้ทำชื่อเสียงประกอบคุณงามความดีเพียบพร้อมสมบูรณ์ และเป็นประโยชน์ยิ่งแก่ประเทศชาติ และให้มอบได้สำหรับสาขาวิชาวิทยาศาสตร์หรือสาขาวิชาศิลปศาสตร์ เท่านั้น

    (๒) ปริญญากิตติมศักดิ์ประเภทวิชาการสำหรับผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นนักวิชาการมีผลงานดีเด่น เป็นที่ยอมรับของนักวิชาการในสาขาวิชานั้น และมีผลงานซึ่งประเมินคุณค่าได้เท่าเทียมกับผลงาน ของผู้สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก กรณีผู้ทรงคุณวุฒิตาม (๑) หรือ

    (๒) เคยเป็นกรรมการสภาสถาบันนั้นมาก่อนจะต้องลาออก หรือพ้นจากการเป็นกรรมการสภาสถาบันนั้นมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี

  5. มาตรา ๕

    ให้สภาสถาบันแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองขึ้นคณะหนึ่ง มีจำนวนเจ็ดคน ประกอบด้วย

    (๑) ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกสถาบันเป็นประธานกรรมการ

    (๒) กรรมการจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกสถาบัน จำนวนสามคน

    (๓) กรรมการจากคณาจารย์ของสถาบัน จำนวนสองคน

    (๔) กรรมการซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิของสถาบันจากสาขาวิชาที่จะให้ปริญญากิตติมศักดิ์ จำนวนหนึ่งคน ให้สถาบันมอบหมายให้คณาจารย์ของสถาบันคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นเลขานุการ

  6. มาตรา ๖

    ให้คณะกรรมการกลั่นกรองตามข้อ ๕ ทำหน้าที่กลั่นกรองและเสนอชื่อบุคคล ที่สมควรได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ต่อสภาสถาบันเพื่อพิจารณาอนุมัติให้ปริญญากิตติมศักดิ์

  7. มาตรา ๗

    ให้สถาบันจัดเก็บเอกสาร ประวัติ และผลงานของบุคคลที่สภาสถาบันได้อนุมัติ ปริญญากิตติมศักดิ์ไว้เป็นหลักฐาน และรายงานชื่อผู้ที่ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์พร้อมประวัติ ให้คณะกรรมการการอุดมศึกษาทราบภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่สภาสถาบันอนุมัติ ให้ไว้ ณวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ จาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เล่ม ๑๒๓ ตอนที่ ๘๓ ก หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๕๘วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖บัญญัติให้การกำหนดชั้น สาขาของปริญญา และหลักเกณฑ์การให้ ปริญญากิตติมศักดิ์ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออก กฎกระทรวงนี้

ที่มาของตัวบทนี้

ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดัชนีกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ดึงเมื่อ
๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย)
สภาพของตัวบทเทียบกับต้นฉบับ
ตรวจไม่ได้ด้วยวิธีที่มี — ไม่มีฟอนต์ที่เทียบลำดับ glyph ได้ — ตรวจได้แค่ชนิด "ขาดรายการ" ไม่ครอบชนิด "มีรายการแต่ผิด""ไม่พบ" ไม่เท่ากับ "ถูกต้อง" — ทั้งสามวิธีมีจุดบอดที่ประกาศไว้ที่หน้าวิธีทำงาน