มาตรา ๑
กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัยในความผิด ทางพินัยในกรณีความผิดเกี่ยวกับสมาคม ตามความในมาตรา ๕๑มาตรา ๕๓มาตรา ๕๔มาตรา ๕๕ และมาตรา ๕๗ในกรณีความผิดเกี่ยวกับมูลนิธิ ตามความในมาตรา ๖๓มาตรา ๖๔และมาตรา ๖๗ และในกรณีความผิดเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของสมาคมหรือมูลนิธิ ตามความในมาตรา ๖๙ ประกอบความในมาตรา ๓๖แห่งพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. ๒๔๙๙
(๑) เจ้าพนักงานปกครอง หรือนิติกร ซึ่งดำรงตำแหน่งระดับชำนาญการขึ้นไป ในสังกัด สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครองสำหรับในกรุงเทพมหานคร
(๒) เจ้าพนักงานปกครอง หรือนิติกร ซึ่งดำรงตำแหน่งระดับชำนาญการขึ้นไป ในสังกัด ที่ทำการปกครองจังหวัด เฉพาะในพื้นที่ของตน สำหรับในจังหวัดอื่น
กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตามข้อ ๑(๑) -
(๒) เป็นผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัย ในความผิดทางพินัยในกรณีความผิดเกี่ยวกับสมาคม ตามความในมาตรา ๔๙มาตรา ๕๒และมาตรา ๕๙ ในกรณีความผิดเกี่ยวกับมูลนิธิ ตามความในมาตรา ๖๐และมาตรา ๖๒และในกรณีความผิดเกี่ยวกับ การดำเนินกิจการของสมาคมหรือมูลนิธิ ตามความในมาตรา ๖๙ประกอบความในมาตรา ๓๒มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔มาตรา ๓๕มาตรา ๓๗มาตรา ๓๘มาตรา ๓๘/๑และมาตรา ๔๑แห่งพระราชบัญญัติ กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. ๒๔๙๙ ทั้งนี้ ในการพิจารณาและดำเนินการปรับเป็นพินัย ต้องทำเป็นองค์คณะประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนไม่น้อยกว่าสามคน ซึ่งมีหัวหน้าองค์คณะหนึ่งคนและองค์คณะอีกไม่น้อยกว่า สองคนตามที่ได้รับการแต่งตั้งจากอธิบดีกรมการปกครอง หรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป๑ ประกาศณวันที่ ๘สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ๑ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๔๐/ตอนพิเศษ๒๑๖ง/หน้า ๑๗/๕กันยายน๒๕๖๖
ฉบับประกาศ · สถานะบังคับใช้ยังไม่ได้ตรวจ · ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย
ที่มาของตัวบทนี้
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙