มาตรา ๔
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
ให้ข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีอำนาจ ปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐
(๑) เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
(๒) รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
(๓) ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
(๔) เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
(๕) รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
(๖) ผู้ว่าราชการจังหวัด
(๗) ศึกษาธิการจังหวัด
(๘) รองศึกษาธิการจังหวัด
(๙) ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชน ในสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
(๑๐) ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด (๑๑)รองผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด (๑๒)ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอ ๑ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๔๐/ตอนพิเศษ๒๖๙ง/หน้า ๑๐/๓๐ตุลาคม๒๕๖๖
(๑๓) ข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับชำนาญการขึ้นไปหรือเทียบเท่า ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาที่เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษามอบหมาย ข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับชำนาญการขึ้ นไปหรือเทียบเท่า ในสังกัดสำนักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับชำนาญการขึ้นไป หรือเทียบเท่า ในสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด แล้วแต่กรณี
ในกรณีอัตราค่าปรับเป็นพินัยอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจปรับเป็นพินัย ดังต่อไปนี้
(ก) กรณีโรงเรียนในระบบ ประเภทอาชีวศึกษา ความผิดซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตามข้อ ๓(๑)
(ข) กรณีโรงเรียนนอกจาก (ก)
(๑) ความผิดซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดในกรุงเทพมหานคร ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตามข้อ ๓(๔)
(๒) ความผิดซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดในจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสตูล และจังหวัดสงขลา ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตามข้อ ๓(๖) ในแต่ละจังหวัด
(๓) ความผิดซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดในจังหวัดอื่น นอกจาก กรุงเทพมหานครจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสตูล และจังหวัดสงขลา ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตามข้อ ๓(๗) ในแต่ละจังหวัด
ในกรณีอัตราค่าปรับเป็นพินัยอย่างสูงเกินหนึ่งหมื่นบาท ต้องทำเป็นองค์คณะ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐตามข้อ ๓ไม่น้อยกว่าสามคน ให้มีอำนาจปรับเป็นพินัย ดังต่อไปนี้
(ก) กรณีโรงเรียนในระบบ ประเภทอาชีวศึกษา ความผิดซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตามข้อ ๓(๑) เป็นหัวหน้าองค์คณะ และให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตามข้อ ๓(๑) ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ ตั้งองค์คณะอีกไม่น้อยกว่าสองคนจากข้อ ๓(๒) (๓) หรือ (๑๓)
(ข) กรณีโรงเรียนนอกจาก (ก)
(๑) ความผิดซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดในกรุงเทพมหานคร ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตามข้อ ๓(๔) เป็นหัวหน้าองค์คณะ และให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตามข้อ ๓(๔) ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ ตั้งองค์คณะอีกไม่น้อยกว่าสองคนจากข้อ ๓(๕) หรือ (๑๓)
(๒) ความผิดซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดในจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสตูล และจังหวัดสงขลา ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตามข้อ ๓(๔) ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ กำหนดผู้เป็นหัวหน้าองค์คณะหนึ่งคนจากข้อ ๓(๖) และองค์คณะ อีกไม่น้อยกว่าสองคนจากข้อ ๓(๑๐)(๑๑)(๑๒)หรือ (๑๓)
(๓) ความผิดซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดในจังหวัดอื่น นอกจาก กรุงเทพมหานครจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสตูล และจังหวัดสงขลา ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตามข้อ ๓(๔) ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ กำหนดผู้เป็นหัวหน้าองค์คณะหนึ่งคน จากข้อ ๓(๗) และองค์คณะอีกไม่น้อยกว่าสองคนจากข้อ ๓(๘) (๙) หรือ (๑๓)
ให้เจ้าหน้าที่ ของรัฐผู้ มี อำนาจปรับเป็นพินัยตามประกาศนี้ ปฏิบัติ ตามกฎหมายว่าด้วยการปรับเป็นพินัย ประกาศณวันที่ ๒๕ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ฉบับประกาศ · สถานะบังคับใช้ยังไม่ได้ตรวจ · ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย
ที่มาของตัวบทนี้
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙