พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. ๒๕๒๒
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข)
ฉบับรวมการแก้ไข — ไม่ใช่ถ้อยคำตามที่ประกาศครั้งแรกยังไม่ได้ตรวจสถานะ๒๕๒๒๙๗ มาตรา๑๓ หัวข้อลำดับ ๑ จาก ๑ ในสิทธิบัตร
- สถานะบังคับใช้
- ยังไม่ได้ตรวจ
- ฉบับที่แสดง
- ฉบับรวมการแก้ไข
- การแก้ไขภายหลัง
- รวมแล้ว · ไม่ทราบถึงวันใด
- ลำดับศักดิ์
- พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)
หมวดที่๔ คณะกรรมการสิทธิบัตร
๘ มาตราให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า“คณะกรรมการสิทธิบัตร”ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์อุตสาหกรรมการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเกษตรศาสตร์เภสัชศาสตร์ เศรษฐศาสตร์และนิติศาสตร์อีกไม่เกินสิบสองคนซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยในจำนวนนี้ให้ แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชนไม่น้อยกว่าหกคน คณะกรรมการจะแต่งตั้งบุคคลใดเป็นเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการก็ได้
กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งหรือในกรณีที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นใน ระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่งให้ผู้ได้ รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง แทนหรือเป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้ แล้ว กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้
กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระเมื่อ (๑)ตาย (๒)ลาออก (๓)คณะรัฐมนตรีให้ออก (๔)เป็นบุคคลล้มละลาย (๕)เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถหรือ (๖)ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้ กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงเป็นองค์ประชุมถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่สามารถ ปฏิบัติหน้าที่ได้ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนนถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุม ออกเสียงเพิ่มขึ้นได้อีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังนี้ (๑)ให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาแก่รัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัตินี้ (๒)วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดีเกี่ยวกับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรตาม มาตรา ๔๑มาตรา ๔๕มาตรา ๔๙มาตรา ๕๐มาตรา ๕๕มาตรา ๖๕ฉหรือมาตรา ๖๕ทศ ประกอบด้วยมาตรา ๔๕มาตรา ๔๙มาตรา ๕๐หรือมาตรา ๗๒ (๓)ปฏิบัติการอื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ (๔)พิจารณาเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับสิทธิบัตรหรือนุสิทธิบัตรตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย
คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาเสนอความเห็น ต่อคณะกรรมการและให้นำความในมาตรา ๖๙มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะอนุกรรมการ โดยอนุโลม มาตรา ๗๒ในกรณีที่มีคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดีตามมาตรา ๑๒มาตรา ๑๕มาตรา ๒๘มาตรา ๓๐มาตรา ๓๓มาตรา ๓๔มาตรา ๔๙มาตรา ๕๐หรือมาตรา ๖๑หรือมาตรา ๖๕ ประกอบด้วยมาตรา ๑๒มาตรา ๑๕มาตรา ๒๘มาตรา ๓๓หรือมาตรา ๓๔หรือมาตรา ๖๕เบญจ หรือมาตรา ๖๕ฉหรือมาตรา ๖๕ทศประกอบด้วยมาตรา ๑๒มาตรา ๑๕มาตรา ๔๙หรือมาตรา ๕๐ผู้มีส่วนได้เสียตามมาตราดังกล่าวมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ ได้รับแจ้งคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดีถ้าไม่อุทธรณ์ภายในระยะเวลาดังกล่าวให้ถือว่าคำสั่ง หรือคำวินิจฉัยของอธิบดีเป็นที่สุด การอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ถ้ามีคู่กรณีให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่ง สำเนาอุทธรณ์ไปยังคู่กรณีด้วย
ในการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดีหรือพิจารณารายงาน การสอบสวนของอธิบดีตามมาตรา ๕๕หรือมาตรา ๖๕ฉหรือรายงานของอธิบดีตามมาตรา ๔๓ หรือมาตรา ๖๕ทศประกอบด้วยมาตรา ๔๓เพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร คณะกรรมการจะให้ผู้คัดค้านหรือผู้โต้แย้งหรือผู้ทรงสิทธิบัตรหรือผู้ทรงอนุสิทธิบัตรหรือผู้ ขอให้ตรวจสอบอนุสิทธิบัตรหรือผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรหรือตามอนุสิทธิบัตร แล้วแต่กรณีนำพยานหลักฐานมาแสดงหรือแถลงเพิ่มเติมก็ได้ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการ กำหนด
เมื่อคณะกรรมการได้วินิจฉัยหรือมีคำสั่งตามมาตรา ๔๑มาตรา ๔๓มาตรา ๔๙ มาตรา ๕๐มาตรา ๕๕หรือมาตรา ๖๕ฉหรือมาตรา ๖๕ทศประกอบด้วยมาตรา ๔๑มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๙มาตรา ๕๐หรือมาตรา ๕๕หรือมาตรา ๗๒แล้วให้แจ้งคำวินิจฉัยหรือคำสั่งพร้อมด้วย เหตุผลไปยังผู้อุทธรณ์และคู่กรณีหรือผู้ ทรงสิทธิบัตรหรือผู้ทรงอนุสิทธิบัตรหรือผู้ได้รับอนุญาต ให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรหรือตามอนุสิทธิบัตรแล้วแต่กรณีคู่กรณีฝ่ายใดไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย หรือคำสั่งนั้น มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยหรือคำสั่ง ถ้าไม่ดำเนินคดีภายในระยะเวลาดังกล่าวให้ถือว่าคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของคณะกรรมการเป็นที่สุด ในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามพระราชบัญญัตินี้ห้ามมิให้ศาลสั่งให้คณะกรรมการ หรืออธิบดีเสียค่าฤชาธรรมเนียมแทนฝ่ายอื่น
หมายเหตุและเชิงอรรถท้ายฉบับ
การใช้สิทธิตามสิทธิบัตร มาตรา ๔๕ผู้ทรงสิทธิบัตรจะขอให้บันทึกคำยินยอมให้บุคคลอื่นใช้สิทธิตามสิทธิบัตร ของตนลงในทะเบียนสิทธิบัตรตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงก็ได้ เมื่อได้บันทึกคำยินยอมลงในทะเบียนสิทธิบัตรแล้วและมีผู้มาขอใช้สิทธิบัตรนั้นให้อธิบดีอนุญาต ให้บุคคลซึ่งขอใช้สิทธิตามสิทธิบัตรนั้นใช้สิทธิบัตรได้ตามเงื่อนไขข้อจำกัดสิทธิและค่าตอบแทน ในการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรที่ผู้ทรงสิทธิบัตรและผู้ขอใช้สิทธิตามสิทธิบัตรตกลงกันหากทั้งสอง ฝ่ายตกลงกันไม่ได้ภายในระยะเวลาที่อธิบดีกำหนดให้อธิบดีกำหนดเงื่อนไขข้อจำกัดสิทธิและ ค่าตอบแทนตามที่อธิบดีพิจารณาเห็นสมควร คำวินิจฉัยของอธิบดีตามวรรคสองคู่กรณีอาจอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการภายในสามสิบวันนับแต่ วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยนั้นคำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด การขอใช้สิทธิและการอนุญาตตามวรรคสองให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กำหนดในกฎกระทรวง เมื่อได้มีการบันทึกคำยินยอมตามวรรคหนึ่งให้ลดค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับสิทธิบัตรนั้น ลงตามที่กำหนดในกฎกระทรวงแต่ต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของค่าธรรมเนียมรายปี
ที่มาของตัวบทนี้
- ผู้เผยแพร่ไฟล์
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข)เว็บไซต์ของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง
- ดึงเมื่อ
- ๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย)
- สภาพของตัวบทเทียบกับต้นฉบับ
- ตรวจไม่ได้ด้วยวิธีที่มี — ไม่มีฟอนต์ที่เทียบลำดับ glyph ได้ — ตรวจได้แค่ชนิด "ขาดรายการ" ไม่ครอบชนิด "มีรายการแต่ผิด""ไม่พบ" ไม่เท่ากับ "ถูกต้อง" — ทั้งสามวิธีมีจุดบอดที่ประกาศไว้ที่หน้าวิธีทำงาน