arnon.work

พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ. ๒๕๕๕

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ฉบับประกาศ — ยังไม่รวมการแก้ไขภายหลังยังไม่ได้ตรวจสถานะ๒๕๕๕๑๒ มาตราลำดับ ๔ จาก ๗ ในพ.ศ. ๒๕๕๐–๒๕๕๙

สถานะบังคับใช้
ยังไม่ได้ตรวจ
ฉบับที่แสดง
ฉบับประกาศ ๒๕๕๕
การแก้ไขภายหลัง
ยังไม่ได้รวม
ลำดับศักดิ์
พระราชกำหนด (พ.ร.ก.)
ข้อความนี้ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย

ปรารภ

พระราชกำหนด การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ. ๒๕๕๕ ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นปีที่ ๖๗ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับ ความเสียหายจากอุทกภัย พระราชกำหนดนี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดย อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๘๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

  1. มาตรา ๑

    พระราชกำหนดนี้เรียกว่า “พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน แก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ. ๒๕๕๕”

  2. มาตรา ๒

    พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

  3. มาตรา ๓

    ในพระราชกำหนดนี้ “อุทกภัย” หมายความว่า อุทกภัยที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ และในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศ เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินตามระเบียบกระทรวงการคลังเกี่ยวกับเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๐ ก “สถาบันการเงิน” หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน และธนาคารที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น

  4. มาตรา ๔

    ให้มีการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยตามที่ บัญญัติไว้ในพระราชกำหนดนี้ ภายในวงเงินจำนวนไม่เกินสามแสนล้านบาท โดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทย และสถาบันการเงินร่วมกันดำเนินการดังกล่าว

  5. มาตรา ๕

    นอกเหนือจากการให้กู้ยืมเงินตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่ง ประเทศไทย ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจในการให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินเป็นการเฉพาะคราว เพื่อให้สถาบันการเงินนำไปใช้ในการให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย อัตราดอกเบี้ยในการให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงิน ให้คิดเท่ากับร้อยละศูนย์จุดศูนย์หนึ่งต่อปี การให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงิน นอกจากจะให้กู้ ยืมโดยทำสัญญากู้ยืมแล้ว ธนาคาร แห่งประเทศไทยอาจให้กู้ยืมโดยการรับซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินที่สถาบันการเงินผู้กู้เป็นผู้ออกก็ได้ การจัดสรรวงเงินในการให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงิน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

  6. มาตรา ๖

    เงินที่สถาบันการเงินได้รับจัดสรรตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง ต้องนำไปใช้ในการ ให้กู้ยืมแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ดังต่อไปนี้ ทั้งนี้ ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

    (๑) บุคคลธรรมดาที่มีภูมิลำเนา ที่อยู่อาศัย สถานที่ทำงาน สถานที่ประกอบอาชีพหรือสถาน ประกอบธุรกิจหรือการค้าของตนอยู่ในเขตพื้นที่อุทกภัย

    (๒) ผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่อยู่ในเขตพื้นที่อุทกภัย

  7. มาตรา ๗

    การให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย สถาบันการเงินต้องดำเนินการ ตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

    (๑) วงเงินที่ให้กู้ยืมต้องเป็นเงินในส่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงิน ในสัดส่วนไม่เกินร้อยละเจ็ดสิบของวงเงินดังกล่าว และสถาบันการเงินออกเงินสมทบในส่วนที่เหลือ จนเต็มวงเงินที่ให้กู้ยืม

    (๒) สถาบันการเงินต้องคิดอัตราดอกเบี้ยในการให้กู้ยืมเงินตาม

    (๑) ไม่เกินร้อยละสามต่อปี

  8. มาตรา ๘

    ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณากำหนดจำนวนวงเงินที่จะจัดสรรให้แก่สถาบัน การเงินแต่ละแห่งในการกู้ยืมเงิน สถาบันการเงินที่ได้รับการจัดสรรเงินตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นคำขอกู้ยืมเงินต่อธนาคารแห่งประเทศไทย ภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖

  9. มาตรา ๙

    ในกรณีที่สถาบันการเงินได้รับชำระคืนต้นเงินกู้จากผู้ที่ได้รับความเสียหายจาก อุทกภัย ให้ดำเนินการส่งคืนต้นเงินกู้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินต้องชำระคืนเงิน ที่ได้กู้ยืมตามพระราชกำหนดนี้ภายในเวลาห้าปีนับแต่ได้รับเงินกู้จากธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ต้องไม่เกินวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๐ ก

  10. มาตรา ๑๐

    การยื่นคำขอกู้ยืมเงินตามมาตรา ๘ วรรคสอง และการชำระคืนเงินกู้ตามมาตรา ๙ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

  11. มาตรา ๑๑

    มิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๙

    (๔) แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ มาใช้บังคับกับการให้กู้ยืมเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยตามพระราชกำหนดนี้

  12. มาตรา ๑๒

    ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๐ ก หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้เกิด วิกฤตการณ์อุทกภัยอย่างร้ายแรงในหลายพื้นที่ของประเทศไทยซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคม อย่างรุนแรง รัฐบาลมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องบูรณะและฟื้นฟูประเทศ เยียวยาความเสียหายให้แก่ ประชาชน รวมทั้งดำเนินการวางระบบการบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ โดยการจัดให้มีการลงทุน ในโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็น นอกจากนี้ ผลจากการเกิดความเสียหายนั้นยังทำให้ระบบ เศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวมเริ่มถดถอยและอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นของสาธารณะ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการฟื้นฟูประเทศ ทั้งการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย การป้องกันภัยพิบัติที่ใกล้จะถึง และการสร้างความเชื่อมั่นในการประกอบอาชีพของประชาชนและผู้ลงทุน ซึ่งการดำเนินการตามมาตรการ ดังกล่าวจะต้องใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมากและต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนหลายแนวทาง และในช่วงระยะเวลา ที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อเยียวยาสภาพความเป็นอยู่ สถานประกอบการ การประกอบธุรกิจ กิจการ และทรัพย์สินต่าง ๆ ให้กลับคืนสู่สภาพหรือภาวะปกติดังเดิม แต่โดยที่ประชาชนและผู้ประกอบการ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ประสบอุทกภัยมีจำนวนมาก และมีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ ทางการเงินเป็นพิเศษ สมควรกำหนดให้มีการให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่บุคคลดังกล่าวเป็นการเฉพาะ โดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจในการให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินเป็นการเฉพาะคราว เพื่อให้สถาบัน การเงินนำไปใช้ในการให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยต่อไปในอัตราดอกเบี้ยต่ำ อันเป็นการ ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินที่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างเสถียรภาพให้แก่เศรษฐกิจโดยรวม หากการดำเนินการดังกล่าวล่าช้า ความเสียหายทางเศรษฐกิจ อาจจะเพิ่มมากขึ้นจนกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง และโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็น รีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

ที่มาของตัวบทนี้

ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดัชนีกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ดึงเมื่อ
๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย)
สภาพของตัวบทเทียบกับต้นฉบับ
ตรวจอักขระด้วยเครื่องแล้ว · ยังไม่ได้เทียบราชกิจจานุเบกษา"ไม่พบ" ไม่เท่ากับ "ถูกต้อง" — ทั้งสามวิธีมีจุดบอดที่ประกาศไว้ที่หน้าวิธีทำงาน