arnon.work

กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๕

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ฉบับประกาศ — ยังไม่รวมการแก้ไขภายหลังยังไม่ได้ตรวจสถานะ๒๕๕๕๘ มาตราลำดับ ๑๓ จาก ๖๗ ในกระทรวงศึกษาธิการ

สถานะบังคับใช้
ยังไม่ได้ตรวจ
ฉบับที่แสดง
ฉบับประกาศ ๒๕๕๕
การแก้ไขภายหลัง
ยังไม่ได้รวม
ลำดับศักดิ์
กฎกระทรวง
ข้อความนี้ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย

ปรารภ

กฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินกองทุน พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๕ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๖๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิ และเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

  1. มาตรา ๑

    ในกฎกระทรวงนี้ “เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา” หมายความว่า การสื่อสารผ่านระบบคลื่นความถี่ระบบสื่อตัวนำ หรือโครงสร้างพื้นฐานอื่นที่จำเป็นต่อการแพร่ภาพ เสียง รวมถึงการสื่อสารในรูปแบบอื่นซึ่งครอบคลุม สื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม สื่อโสตทัศน์ แบบเรียน ตำรา หนังสือทางวิชาการ หรือแหล่งการเรียนรู้ที่นำมาใช้เพื่อประโยชน์ในการให้บริการทางการศึกษา “กองทุน” หมายความว่า กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา “สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

  2. มาตรา ๒

    การขอรับการจัดสรรเงินกองทุนต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์เพื่อการผลิต การวิจัย หรือการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

  3. มาตรา ๓

    ผู้ใดประสงค์จะขอรับการจัดสรรเงินกองทุน ให้ยื่นคำขอรับการจัดสรรเงินกองทุนต่อสำนักงาน พร้อมแนบเอกสารหรือหลักฐาน ดังต่อไปนี้

    (๑) สำเนาทะเบียนบ้านหรือสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

    (๒) รูปถ่ายขนาด ๔×๖ เซนติเมตร จำนวน ๒ รูป ซึ่งถ่ายครึ่งตัว หน้าตรงไม่สวมหมวก หรือแว่นตาสีเข้ม และไม่ใส่ผ้าโพกศีรษะ เว้นแต่ผู้ซึ่งมีความจำเป็นตามศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยม ของศาสนาของตน และถ่ายก่อนวันยื่นคำขอไม่เกินหกเดือน เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๒ ก

    (๓) โครงการเพื่อการผลิต การวิจัย หรือการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ซึ่งอย่างน้อยต้องมี รายละเอียดเกี่ยวกับชื่อ ความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ วิธีการดำเนินงาน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ระยะเวลาในการดำเนินงาน และผู้รับผิดชอบโครงการ

    (๔) เอกสารหรือหลักฐานอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด กรณีผู้ขอรับการจัดสรรเงินกองทุนเป็นนิติบุคคล ให้แนบสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน นิติบุคคล วัตถุประสงค์ของนิติบุคคล ผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคล พร้อมเอกสาร หรือหลักฐาน ตาม (๓) และ

    (๔) หากผู้ขอรับการจัดสรรเงินกองทุนเป็นหน่วยงานของรัฐ ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐนั้นเป็น ผู้ยื่นคำขอในนามหน่วยงานของรัฐ โดยให้แนบสำเนาบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือคำสั่งแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น พร้อมเอกสารหรือหลักฐานตาม (๓) และ

    (๔) ด้วย

  4. มาตรา ๔

    เมื่อสำนักงานได้รับคำขอรับการจัดสรรเงินกองทุนแล้ว ให้ตรวจสอบคำขอเอกสาร หรือหลักฐาน และรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง หากเห็นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ให้แจ้งเป็นหนังสือ ให้ผู้ขอรับการจัดสรรเงินกองทุนแก้ไขเพิ่มเติมคำขอ หรือจัดส่งเอกสารหรือหลักฐานหรือรายละเอียด ที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องและครบถ้วน ทั้งนี้ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากสำนักงาน ถ้าผู้ขอรับการจัดสรรเงินกองทุนไม่แก้ไขเพิ่มเติมคำขอ หรือไม่จัดส่งเอกสารหรือหลักฐาน หรือรายละเอียดที่เกี่ยวข้องจนพ้นระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าผู้ขอรับการจัดสรรเงินกองทุนทิ้งคำขอ และให้สำนักงานจำหน่ายเรื่องออกจากสารบบ ในกรณีที่สำนักงานตรวจสอบคำขอ เอกสารหรือหลักฐาน และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่าถูกต้องและครบถ้วน ให้สำนักงานเสนอคำขอต่อผู้ทรงคุณวุฒิตามข้อ ๕ เพื่อพิจารณากลั่นกรอง การจัดสรรเงินกองทุนต่อไป

  5. มาตรา ๕

    ในการพิจารณากลั่นกรองการจัดสรรเงินกองทุน ให้คณะกรรมการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ จากบุคคลซึ่งมีความรู้และประสบการณ์สูงด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับ การขอรับการจัดสรรเงินกองทุน ทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองทางวิชาการและเสนอความเห็นเพื่อประกอบ การพิจารณาอนุมัติของคณะกรรมการ หลักเกณฑ์การแต่งตั้งและจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองทางวิชาการ ในแต่ละโครงการ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด

  6. มาตรา ๖

    เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติโครงการที่สมควรได้รับการจัดสรรเงินกองทุน ให้สำนักงานทำสัญญาเป็นหนังสือกับผู้ได้รับการจัดสรรเงินกองทุนตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด การพิจารณาอนุมัติโครงการของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด และหากปรากฏหลักฐาน ในภายหลังว่า ผู้ได้รับการจัดสรรเงินกองทุนไม่ปฏิบัติตามสัญญา ให้คณะกรรมการเพิกถอนการอนุมัติ โครงการและเรียกเงินกองทุนที่ผู้ได้รับการจัดสรรเงินกองทุนได้รับการจัดสรรไปแล้วคืนได้ เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๒ ก

  7. มาตรา ๗

    ให้ผู้ได้รับการจัดสรรเงินกองทุนรายงานผลการปฏิบัติงานและการใช้จ่ายเงินที่ได้รับ การจัดสรรจากกองทุนต่อสำนักงานตามแบบที่ปลัดกระทรวงศึกษาธิการกำหนด ในกรณีที่ผู้ได้รับการจัดสรรเงินกองทุนไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ หรือดำเนินการไม่เป็นไปตามแผนการใช้จ่ายเงิน ให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการระงับการจ่ายเงินงวดต่อไปไว้ก่อน แล้วรายงานต่อคณะกรรมการเพื่อดำเนินการตามข้อ ๖ ในกรณีที่ผู้ได้รับการจัดสรรเงินกองทุนขอแก้ไขปรับปรุงโครงการ หากการแก้ไขปรับปรุง โครงการไม่มีผลกระทบต่อสาระสำคัญของโครงการที่ได้รับอนุมัติ ให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการพิจารณา อนุมัติการแก้ไขปรับปรุงโครงการแล้วรายงานให้คณะกรรมการทราบต่อไป

  8. มาตรา ๘

    ให้สำนักงานจัดทำระบบทะเบียนผู้ได้รับการจัดสรรเงินกองทุน เพื่อประโยชน์ใน การควบคุมและติดตามประเมินผลการดำเนินงานและการใช้จ่ายเงินกองทุน ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕ พงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๒ ก หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการผลิต การวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ดังนั้น เพื่อให้มีหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินของกองทุน ดังกล่าว จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

ที่มาของตัวบทนี้

ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดัชนีกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ดึงเมื่อ
๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย)
สภาพของตัวบทเทียบกับต้นฉบับ
ตรวจอักขระด้วยเครื่องแล้ว · ยังไม่ได้เทียบราชกิจจานุเบกษา"ไม่พบ" ไม่เท่ากับ "ถูกต้อง" — ทั้งสามวิธีมีจุดบอดที่ประกาศไว้ที่หน้าวิธีทำงาน