arnon.work

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๕๐

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ฉบับประกาศ — ยังไม่รวมการแก้ไขภายหลังยังไม่ได้ตรวจสถานะ๒๕๕๐๑๗ มาตรา๔ หัวข้อลำดับ ๔ จาก ๔ ในพ.ศ. ๒๕๕๐–๒๕๕๙

สถานะบังคับใช้
ยังไม่ได้ตรวจ
ฉบับที่แสดง
ฉบับประกาศ ๒๕๕๐
การแก้ไขภายหลัง
ยังไม่ได้รวม
ลำดับศักดิ์
ระเบียบ
ข้อความนี้ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย

ปรารภ

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยที่พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐บัญญัติให้หน่วยงาน ของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ ประกอบกับเพื่อรักษาความ ปลอดภัยของเอกสารและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการให้ประชาชนเข้าตรวจดู เลขาธิการ คณะกรรมการกฤษฎีกาจึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

  1. มาตรา ๑

    ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าด้วยข้อมูล ข่าวสารของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๕๐”

  2. มาตรา ๒

    ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

  3. มาตรา ๓

    ในระเบียบนี้ “ข้อมูลข่าวสารของสำนักงาน” หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารตามกฎหมายว่าด้วย ข้อมูลข่าวสารของราชการที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของสำนักงาน “เรื่องพิจารณาเสร็จของสำนักงาน” หมายความว่าเอกสารบันทึกการดำเนินการ ให้ความเห็นทางกฎหมายหรือการตรวจพิจารณาร่างกฎหมาย ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเสร็จสิ้นและกำหนดหมายเลขเรื่องเสร็จนั้นแล้ว “เลขาธิการ” หมายความว่าเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา “สำนักงาน”หมายความว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา “คณะกรรมการ”หมายความว่าคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของสำนักงาน

  4. มาตรา ๔

    ให้เลขาธิการรักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจออกประกาศหรือคำสั่ง เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ให้เลขาธิการเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด คำวินิจฉัยนั้นให้เป็นที่สุด

  1. หมวด ๑ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของสำนักงาน

    ๓ มาตรา
  2. มาตรา ๕

    ให้มีคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของสำนักงาน ประกอบด้วย ๑ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๒๔/ตอนพิเศษ๑๑๐ง/หน้า ๖/๖กันยายน๒๕๕๐

    (๑) รองเลขาธิการหรือกรรมการร่างกฎหมายประจำซึ่งเลขาธิการมอบหมายเป็น ประธานกรรมการ

    (๒) ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง หัวหน้าส่วนสารสนเทศ และข้าราชการ ของสำนักงานที่เลขาธิการมอบหมายอีกจำนวนสามคน เป็นกรรมการ ให้เจ้าหน้าที่ของศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลางที่ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง มอบหมายเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้มีผู้ช่วยเลขานุการตามความจำเป็น

  3. มาตรา ๖

    ให้คณะกรรมการมีหน้าที่ดังต่อไปนี้

    (๑) กำหนดหลักเกณฑ์ หรือมาตรการเกี่ยวกับการบริหาร การจัดระบบการขออนุญาต และการบริการข้อมูลข่าวสาร

    (๒) กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และขอบเขตการเปิดเผยเรื่องพิจารณาเสร็จของ สำนักงานนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ เพื่อให้สอดคล้องและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ กฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ

    (๓) กำหนดประเภทของข้อมูลข่าวสารที่ควรจัดเก็บไว้ที่สำนักงาน หรือส่งไปยัง หอจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

    (๔) พิจารณาปัญหาหรืออุปสรรค รวมทั้งเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาหรือ อุปสรรคที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามระเบียบนี้

    (๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่เลขาธิการมอบหมาย

  4. มาตรา ๗

    การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มา ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งใน การลงคะแนนถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียง ชี้ขาด

  1. หมวด ๒ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารของสำนักงาน

    ๒ มาตรา
  2. มาตรา ๘

    ให้สำนักงานจัดให้มีศูนย์ข้อมูลข่าวสารของสำนักงาน เพื่อเป็นสถานที่สำหรับ ประชาชนสามารถใช้ในการค้นหาและศึกษาข้อมูลข่าวสารได้สะดวกตามสมควร และมอบหมาย เจ้าหน้าที่ให้รับผิดชอบข้อมูลข่าวสารภายในศูนย์ข้อมูลข่าวสารของสำนักงาน

  3. มาตรา ๙

    ให้เจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในศูนย์ข้อมูลข่าวสารของสำนักงานจัดทำดัชนี ข้อมูลข่าวสารของสำนักงานที่มีรายละเอียดเพียงพอสำหรับประชาชนสามารถค้นหาข้อมูลข่าวสารได้ เอง ซึ่งอาจจัดทำเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือเอกสารอื่นใดที่มีความสะดวกในการสืบค้นและมีการ ควบคุมความปลอดภัยของระบบก็ได้

  1. หมวด ๓ การขอข้อมูลข่าวสารและการอนุญาต

    ๔ มาตรา
  2. มาตรา ๑๐

    ผู้ใดประสงค์จะเข้าตรวจดูหรือขอถ่ายสำเนาข้อมูลข่าวสาร ให้ยื่นคำขอเป็น หนังสือ คำขอดังกล่าวอย่างน้อยต้องระบุ

    (๑) ชื่อและที่อยู่ของผู้ขอข้อมูลข่าวสาร พร้อมเอกสารแสดงตัวบุคคล

    (๒) รายละเอียดของข้อมูลข่าวสารที่ต้องการในลักษณะที่เข้าใจได้ตามสมควร

    (๓) เหตุผลที่ขอให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร หรือวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้

    (๔) ลายมือชื่อของผู้ขอ

  3. มาตรา ๑๑

    ให้เลขาธิการมอบหมายให้ข้าราชการของสำนักงานซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำ กว่ากรรมการร่างกฎหมายประจำ เป็นผู้มีอำนาจอนุญาตให้ตรวจดูหรือให้ทำสำเนาข้อมูลข่าวสาร ในกรณีที่ไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าข้อมูลข่าวสารใดเป็นข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผยได้หรือไม่ ให้บุคคลตามวรรคหนึ่งเสนอเรื่องพร้อมความเห็นเบื้องต้นต่อเลขาธิการหรือรองเลขาธิการซึ่ง เลขาธิการมอบหมายเพื่อวินิจฉัย

  4. มาตรา ๑๒

    ในกรณีที่ผู้มีอำนาจอนุญาตตามข้อ ๑๑มีคำสั่งไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ให้ แจ้งคำสั่งพร้อมเหตุผลให้ผู้ยื่นคำขอทราบ ทั้งนี้ ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่มีคำสั่ง และแจ้งให้ ทราบถึงสิทธิและกำหนดเวลาในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตาม กฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการด้วย

  5. มาตรา ๑๓

    ข้อมูลข่าวสารใดหากมีกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ คำสั่ ง หรือมติ คณะรัฐมนตรีกำหนดวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการขอข้อมูลข่าวสารและการอนุญาตไว้เป็นพิเศษ ให้ปฏิบัติ ตามกฎหมายระเบียบ ประกาศคำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวด้วย

  1. หมวด ๔ การบริการข้อมูลข่าวสาร

    ๔ มาตรา
  2. มาตรา ๑๔

    สำนักงานจะอนุญาตให้ตรวจดูข้อมูลข่าวสารของสำนักงานได้แต่ในกรณีที่ เป็นข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่แล้วในสภาพที่พร้อมจะให้ได้ และสำนักงานจะไม่อนุญาตในกรณีที่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้

    (๑) การตรวจหรือขอข้อมูลนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการค้าส่วนตน หรือเป็นการ ขอข้อมูลที่ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ

    (๒) เป็นข้อมูลข่าวสารที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ประสิทธิภาพในการ บังคับใช้กฎหมายความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐหรือเป็นเรื่องที่ทางราชการยังไม่ เปิดเผยและกำหนดชั้นความลับ

    (๓) เป็นข้อมูลข่าวสารที่กระทบถึงประโยชน์ได้เสียของผู้อื่น

    (๔) เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล

  3. มาตรา ๑๕

    การเข้าค้นคว้าและอ้างอิงข้อมูลในเรื่องพิจารณาเสร็จของสำนักงาน ต้อง กระทำภายในขอบเขตและภายใต้เงื่อนไข ดังต่อไปนี้

    (๑) เรื่องพิจารณาเสร็จของสำนักงานและเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องต้องไม่เป็นเรื่องที่มี ชั้นความลับ เว้นแต่มีสภาพเป็นเอกสารประวัติศาสตร์แล้ว

    (๒) การขอทำสำเนารายงานการประชุมที่ไม่มีการรับรองในเรื่องพิจารณาเสร็จของ สำนักงานไม่ว่าโดยวิธีการใด สำนักงานจะไม่อนุญาต เว้นแต่มีเหตุผลความจำเป็นหรือได้รับอนุญาต จากเลขาธิการ

    (๓) ในกรณีที่สำนักงานอนุญาตให้ค้นคว้าด้วยตนเองจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของ สำนักงานหรือเอกสารหรือหนังสืออื่นใด ต้องปฏิบัติตามคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าด้วย การใช้ห้องสมุดสำหรับบุคคลภายนอก

    (๔) ในกรณีที่ผู้ขอประสงค์ที่จะนำข้อมูลในเรื่องพิจารณาเสร็จของสำนักงานไปใช้ใน การดำเนินคดี ต้องมีหมายเรียกพยานเอกสารจากศาล

  4. มาตรา ๑๖

    ในกรณีที่มีคำขอสำเนาและสำนักงานอนุญาตให้ทำสำเนาได้ ให้เจ้าหน้าที่ที่ ดูแลรักษาเอกสารนั้นจัดทำสำเนาหรือสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารที่มีผู้ยื่นคำขอ ภายในวันทำการนั้นถ้าไม่อาจดำเนินการภายในวันทำการนั้น ให้แจ้งกำหนดวันและเวลาเพื่อให้ผู้ยื่น คำขอมารับแต่ต้องไม่เกินสิบห้าวันทำการ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น อาจขยายระยะเวลาออกไปได้แต่ต้อง ไม่เกินสามสิบวันทำการ การจัดทำสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าหน้าที่ ของสำนักงานซึ่งรับผิดชอบข้อมูลข่าวสารนั้นเป็นผู้รับรอง โดยลงลายมือชื่อ พร้อมทั้งชื่อตัว ชื่อสกุล และตำแหน่งตลอดจนวันเดือนปี ให้ชัดเจน ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งเจ้าหน้าที่อาจพิจารณาส่งสำเนาข้อมูลข่าวสารทาง ไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับก็ได้ แต่การส่งสำเนาข้อมูลข่าวสารโดยวิธีนี้ ผู้ยื่นคำขอต้องชำระ ค่าธรรมเนียมการทำสำเนาหรือการรับรองสำเนาข้อมูลข่าวสารและค่าส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ตอบรับไว้แล้วจึงจะดำเนินการให้ได้

  5. มาตรา ๑๗

    ค่าธรรมเนียมการทำสำเนาและการรับรองสำเนาข้อมูลข่าวสาร ให้เป็นไป ตามระเบียบหรือคำสั่งของสำนักงาน ประกาศณวันที่ ๑๕สิงหาคมพ.ศ. ๒๕๕๐ พรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

ที่มาของตัวบทนี้

ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดัชนีกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ดึงเมื่อ
๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย)
สภาพของตัวบทเทียบกับต้นฉบับ
ตรวจอักขระด้วยเครื่องแล้ว · ยังไม่ได้เทียบราชกิจจานุเบกษา"ไม่พบ" ไม่เท่ากับ "ถูกต้อง" — ทั้งสามวิธีมีจุดบอดที่ประกาศไว้ที่หน้าวิธีทำงาน