มาตรา ๓
กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดังต่อไปนี้เป็นผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัยในความผิด ทางพินัย ตามความในมาตรา ๗๘มาตรา ๗๙มาตรา ๘๐มาตรา ๘๑และมาตรา ๘๒แห่งพระราชบัญญัติ ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ในกรุงเทพมหานคร
(๑) ผู้อำนวยการสำนักพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์
(๒) ผู้อำนวยการกลุ่มนิติการ หรือนิติกรชำนาญการพิเศษ (๓)ผู้อำนวยการกลุ่มตรวจและส่งเสริมสถานประกอบกิจการหรือนักวิชาการวัฒนธรรม ชำนาญการพิเศษ
กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดังต่อไปนี้เป็นผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัยในความผิด ทางพินัย ตามความในมาตรา ๗๘มาตรา ๗๙มาตรา ๘๐มาตรา ๘๑และมาตรา ๘๒แห่งพระราชบัญญัติ ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑เฉพาะในพื้นที่ของตน สำหรับในจังหวัดอื่น
(๑) วัฒนธรรมจังหวัด หรือข้าราชการพลเรือนสามัญในสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ซึ่งดำรงตำแหน่งระดับชำนาญการขึ้นไป
(๒) ข้าราชการตำรวจ ซึ่งดำรงตำแหน่งสารวัตรหรือเทียบเท่าตำแหน่งสารวัตรขึ้นไป สังกัดตำรวจภูธรภาค ๑- ๙และศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดชายแดนภาคใต้
(๓) เจ้าพนักงานปกครองหรือนิติกร ซึ่งดำรงตำแหน่งระดับชำนาญการขึ้นไป
ในการพิจารณาและดำเนินการปรับเป็นพินัยกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตามข้อ ๑ หรือข้อ ๒ต้องทำเป็นองค์คณะประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนไม่น้อยกว่าสามคน ซึ่งมี หัวหน้าองค์คณะหนึ่งคน และองค์คณะอีกไม่น้อยกว่าสองคนตามที่ได้รับการแต่งตั้งจากอธิบดี กรมส่งเสริมวัฒนธรรมวัฒนธรรมจังหวัดผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๑- ๙และศูนย์ปฏิบัติการ ตำรวจภูธรจังหวัดชายแดนภาคใต้สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป๑ ประกาศณวันที่ ๑๖พฤศจิกายนพ.ศ. ๒๕๖๖ เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ๑ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๔๐/ตอนพิเศษ๒๙๗ง/หน้า ๓๑/๒๔พฤศจิกายน๒๕๖๖
ฉบับประกาศ · สถานะบังคับใช้ยังไม่ได้ตรวจ · ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย
ที่มาของตัวบทนี้
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙