ประกาศกระทรวงวัฒนธรรม เรื่อง กำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ฉบับประกาศ — ยังไม่รวมการแก้ไขภายหลังยังไม่ได้ตรวจสถานะ๒๕๖๕๓ มาตราลำดับ ๑ จาก ๒ ในกระทรวงวัฒนธรรม
- สถานะบังคับใช้
- ยังไม่ได้ตรวจ
- ฉบับที่แสดง
- ฉบับประกาศ ๒๕๖๕
- การแก้ไขภายหลัง
- ยังไม่ได้รวม
- ลำดับศักดิ์
- ประกาศกระทรวง
ปรารภ
ประกาศกระทรวงวัฒนธรรม เรื่อง กำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕มีผลใช้บังคับ โดย พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์พ.ศ.๒๕๕๑ถูกกำหนดให้เป็นกฎหมายตามบัญชี๑(ลำดับที่ ๙๓) ท้ายพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑จะต้องดำเนินการ ประกาศกำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๔แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จึงออกประกาศกำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑
กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดังต่อไปนี้เป็นผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัยในความผิด ทางพินัย ตามความในมาตรา ๗๘มาตรา ๗๙มาตรา ๘๐มาตรา ๘๑และมาตรา ๘๒แห่งพระราชบัญญัติ ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ในกรุงเทพมหานคร
(๑) ผู้อำนวยการสำนักพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์
(๒) ผู้อำนวยการกลุ่มนิติการ หรือนิติกรชำนาญการพิเศษ (๓)ผู้อำนวยการกลุ่มตรวจและส่งเสริมสถานประกอบกิจการหรือนักวิชาการวัฒนธรรม ชำนาญการพิเศษ
กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดังต่อไปนี้เป็นผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัยในความผิด ทางพินัย ตามความในมาตรา ๗๘มาตรา ๗๙มาตรา ๘๐มาตรา ๘๑และมาตรา ๘๒แห่งพระราชบัญญัติ ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑เฉพาะในพื้นที่ของตน สำหรับในจังหวัดอื่น
(๑) วัฒนธรรมจังหวัด หรือข้าราชการพลเรือนสามัญในสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ซึ่งดำรงตำแหน่งระดับชำนาญการขึ้นไป
(๒) ข้าราชการตำรวจ ซึ่งดำรงตำแหน่งสารวัตรหรือเทียบเท่าตำแหน่งสารวัตรขึ้นไป สังกัดตำรวจภูธรภาค ๑- ๙และศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดชายแดนภาคใต้
(๓) เจ้าพนักงานปกครองหรือนิติกร ซึ่งดำรงตำแหน่งระดับชำนาญการขึ้นไป
ในการพิจารณาและดำเนินการปรับเป็นพินัยกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตามข้อ ๑ หรือข้อ ๒ต้องทำเป็นองค์คณะประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนไม่น้อยกว่าสามคน ซึ่งมี หัวหน้าองค์คณะหนึ่งคน และองค์คณะอีกไม่น้อยกว่าสองคนตามที่ได้รับการแต่งตั้งจากอธิบดี กรมส่งเสริมวัฒนธรรมวัฒนธรรมจังหวัดผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๑- ๙และศูนย์ปฏิบัติการ ตำรวจภูธรจังหวัดชายแดนภาคใต้สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป๑ ประกาศณวันที่ ๑๖พฤศจิกายนพ.ศ. ๒๕๖๖ เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ๑ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๔๐/ตอนพิเศษ๒๙๗ง/หน้า ๓๑/๒๔พฤศจิกายน๒๕๖๖
ที่มาของตัวบทนี้
- ผู้เผยแพร่ไฟล์
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดัชนีกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- ดึงเมื่อ
- ๒๔ ส.ค. ๒๕๖๙ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย)
- สภาพของตัวบทเทียบกับต้นฉบับ
- ตรวจอักขระด้วยเครื่องแล้ว · ยังไม่ได้เทียบราชกิจจานุเบกษา"ไม่พบ" ไม่เท่ากับ "ถูกต้อง" — ทั้งสามวิธีมีจุดบอดที่ประกาศไว้ที่หน้าวิธีทำงาน